ข่าวพลังงาน

  1. ข่าว : 'พลังงาน' หวั่นโควิด ฉุดยอดใช้น้ำมันปี63
            นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถิติความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศเดือน ม.ค. 2563 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 กลุ่มเบนซินการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 31.8 ล้านลิตร ต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.8% ส่วนการใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 64.1 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.5% ขณะที่การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 22.1 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 3.0% เนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่
            ด้านนายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง (สกนช.) กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน วานนี้ (27 ก.พ.) มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ สำหรับกลุ่มดีเซล โดยเรียกเก็บเงินส่งเข้ากองทุนฯ ในส่วนของดีเซล บี7 เพิ่ม 75 สตางค์ต่อลิตร เป็น 1 บาทต่อลิตร จากเดิม 25 สตางค์ต่อลิตร ส่วนดีเซล บี10 ชดเชยเพิ่ม 50 สตางค์ต่อลิตร เป็นชดเชย 2.50 บาทต่อลิตร จากเดิมชดเชย 2 บาทต่อลิตร และดีเซล บี20 ชดเชยเพิ่ม 50 สตางค์ต่อลิตร เป็นชดเชย 4.41 บาทต่อลิตร จากเดิมชดเชย 3.91 บาท ต่อลิตร ส่งผลให้เกิดส่วนต่างราคาขายปลีก ระหว่างดีเซล บี10 ถูกว่าดีเซล บี7 อยู่ที่ 3 บาทต่อลิตร จากเดิม 2 บาทต่อลิตร และ ดีเซล บี20 จะถูกกว่าดีเซล บี7 อยู่ที่ 3.50 บาท ต่อลิตร จากเดิม 3 บาทต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันนี้ (28 ก.พ.) เป็นต้นไป ซึ่งมติดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเมื่อวันที่ 21 ก.พ.2563 ที่เห็นชอบให้ขยายส่วนต่างราคาขายปลีก เพื่อจูงใจ ให้เกิดการใช้ดีเซล บี10 และดีเซล บี20 มากขึ้น ตามนโยบายส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลของกระทรวงพลังงาน ที่กำหนดให้ทุกสถานีบริการ (ปั๊ม) น้ำมันทุกแห่ง ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.นี้ ต้องมีดีเซล บี10 จำหน่าย
            ทั้งนี้ ตามมติดังกล่าวจะส่งให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ เปลี่ยนไป โดยบัญชีน้ำมันจะมีเงินไหลออกเพิ่มเป็น 819 ล้านบาทต่อเดือน จากวันที่ 26 ก.พ.2563 มีเงินไหลออก 413 ล้านบาทต่อเดือน และเมื่อรวมกับบัญชีแอลพีจีที่มีเงินไหลเข้าอยู่ที่ 32 ล้านบาทต่อเดือน จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีเงินไหลออกอยู่ที่ 787 ล้านบาทต่อเดือน หรือใช้เงินชดเชยราคาขายปลีกดีเซล บี10 และดีเซล บี20 เพิ่มขึ้นอีก 406 ล้านบาทต่อเดือน จากเดิมชดเชยอยู่ที่ 381 ล้านบาทต่อเดือน
            โดยข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.พ.2563 ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ สุทธิอยู่ที่ 36,005 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน อยู่ที่ 41,522 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจีติดลบอยู่ที่ 5,517 ล้านบาท นอกจากนี้ กบน. ยังเห็นชอบให้ปรับเพิ่มค่าการตลาดของผู้ประกอบการสำหรับดีเซล บี 10 และลดค่าการตลาดสำหรับดีเซล บี 20 และดีเซล บี 7 ลง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกิดการจำหน่ายดีเซล บี10 มากขึ้น ตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2563
    นายวีระพล กล่าวว่า หลังจากปรับ เพิ่มส่วนต่างราคาขายปลีกดีเซล บี10 และ ดีเซล บี20 แล้ว คาดว่าสิ้นเดือน มี.ค.นี้จะส่งผลให้ยอดการใช้ดีเซล บี10 เพิ่มเป็น 20 ล้านลิตร จากช่วงวันที่ 1-23 ก.พ.2563 มียอดการใช้อยู่ที่ 5.3 ล้านลิต
    สื่อหนังสือพิมพ์ : กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐ, ข่าวหุ้น, เดลินิวส์, แนวหน้า, ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, ไทยโพสต์

    ข่าว : กบน. เพิ่มส่วนต่างให้ราคาดีเซล B10 ถูกกว่า B7 ถึง 3 บาทต่อลิตร หวังจูงใจคนมาใช้เพิ่มขึ้น

            คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.) เห็นชอบปรับเพิ่มส่วนต่างราคาดีเซล B10 ถูกกว่า ดีเซลB7ถึง 3 บาทต่อลิตร  หวังจูงใจประชาชนหันมาใช้เพิ่ม ตั้งเป้าเดือน มี.ค. 2563 ยอดใช้ B10 พุ่งก้าวกระโดดเป็น20ล้านลิตรต่อวันจาก5.3ล้านลิตรต่อวัน  แต่เงินจะไหลออกจากกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 819ล้านบาทต่อเดือน และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามปริมาณการใช้ โดยราคาน้ำมันหน้าปั๊มมีผลเปลี่ยนแปลงวันที่28 ก.พ. 2563

            นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(ผอ. สกนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.) ที่มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานว่า ที่ประชุม กบน. เห็นชอบตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2563 ให้ปรับอัตราส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เฉพาะกลุ่มดีเซลใหม่ โดยเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันดีเซลB7 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 7% ในทุกลิตร) เข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มจาก 0.25 บาทต่อลิตร เป็น 1 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 75 สตางค์ต่อลิตร

    ในขณะที่ น้ำมันดีเซลB10 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 10% ในทุกลิตร) จะได้รับการชดเชยเพิ่มขึ้นจากเดิม 2 บาทต่อลิตร เป็น 2.50 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร เช่นเดียวกับดีเซลB20 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 20% ในทุกลิตร) ปรับชดเชยเพิ่มขึ้นจากเดิม 3.91 บาทต่อลิตร เป็น 4.41 บาทต่อลิตร หรือชดเชยเพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร ผลจากการปรับอัตราส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลB10 ต่ำกว่าราคาน้ำมันดีเซลB7 ถึง 3 บาทต่อลิตร จากเดิมที่ต่ำกว่า 2 บาทต่อลิตร และราคาดีเซลB20 ต่ำกว่าดีเซลB7 ถึง 3.50 บาทต่อลิตร จากเดิมต่ำกว่า 3 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ดีเซลB10 มากขึ้น ตามนโยบายกระทรวงพลังงาน ตั้งแต่วันที่ 28ก.พ.2563 นี้ เป็นต้นไป

            ทั้งนี้กระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริมให้ดีเซล B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐาน ที่ผู้ค้าน้ำมันจะต้องมีจำหน่ายทุกปั๊มตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 นี้

    ทั้งนี้ราคาดีเซล B10 จะปรับลดราคาลง 50 สตางค์ต่อลิตร มาอยู่ที่ 23.09 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันอยู่ที่ 23.59 บาทต่อลิตร และปรับราคาดีเซล B7 ขึ้นไป 50 สตางค์ต่อลิตร เป็น 26.09 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันอยู่ที่ 25.59 บาทต่อลิตร  ส่วน B20 คงราคาเดิมที่ 22.59 บาทต่อลิตร

            นายวีระพล กล่าวว่า ตามมติดังกล่าวจะส่งผลให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯเปลี่ยนไป โดยบัญชีน้ำมันจะมีเงินไหลออกเพิ่มเป็น 819 ล้านบาทต่อเดือน จากวันที่ 26 ก.พ.63 มีเงินไหลออก 413 ล้านบาทต่อเดือน  และจะเพิ่มขึ้นอีกตามปริมาณการใช้ และเมื่อรวมกับบัญชีLPG ที่มีเงินไหลเข้าอยู่ที่ 32 ล้านบาทต่อเดือน จะทำให้กองทุนน้ำมันฯมีเงินไหลออก อยู่ที่ 787 ล้านบาทต่อเดือน โดยข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.พ.2563 ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ สุทธิอยู่ที่ 36,005 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน อยู่ที่ 41,522 ล้านบาท และบัญชี LPG  ติดลบอยู่ที่ 5,517 ล้านบาท

            น.ส.นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ในเดือน มี.ค. 2563 ปั๊มน้ำมันที่ผู้ประกอบการเป็นเจ้าของแบรนด์เองทั้งหมด 6,000 แห่ง จะมีดีเซลB10 จำหน่ายทุกปั๊ม ส่วนปั๊มที่ไม่ใช่เจ้าของแบรนด์จะทยอยปรับตามในภายหลัง โดยคาดว่าภายหลังปรับส่วนต่างราคาดีเซล B10 ให้ห่างจากดีเซล B7 ถึง 3 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้เดือนมี.ค.2563 นี้จะมียอดใช้ดีเซล B10 เพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านลิตรต่อวัน จาก ณ วันที่ 1-23 ก.พ. 2563 มียอดใช้ 5.3 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ยอดใช้ดีเซล B20 เดือน ก.พ. 2563 อยู่ที่ 6.8 ล้านลิตรต่อวัน

            ทั้งนี้เป้าหมายของกระทรวงพลังงาน ในเดือน ก.ย. 2563 ต้องการให้มีการใช้ดีเซล B10 รวม 52 ล้านลิตรต่อวัน ยอดใช้ดีเซลB20 อยู่ที่ 6 ล้านลิตรต่อวัน และดีเซล B7 อยู่ที่ 8 ล้านลิตรต่อวัน จากยอดใช้ดีเซลเฉลี่ยรวมทั้งหมดประมาณ 65 ล้านลิตรต่อวัน

    สื่อออนไลน์ : energynewscenter

     

     

    คอลัมน์ แฟ้มข่าว : เสนอ กพช. ไฟเขียวไฟฟ้าเสรี
            นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ภายในเดือนมีนาคมนี้ กกพ. เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาแนวทางส่งเสริมการแข่งขันในกิจการไฟฟ้าเสรี ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เพื่อขอความเห็นชอบการยกเว้นนโยบาย Enhancing Single Buyer ที่กำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียว ภายในเดือนเมษายน 2563 ทั้งนี้ เพื่อทดสอบระบบการซื้อขายไฟฟ้าเสมือนจริง ซึ่งจะเป็นการติดตามดูพฤติกรรมของผู้บริโภคและประสิทธิภาพของระบบว่าจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร อาทิ การซื้อขายไฟฟ้ากันเองระหว่างประชาชนกับประชาชนโดยไม่ผ่านระบบจำหน่าย ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องปลดล็อกนโยบายระบบผู้ซื้อรายเดียว เพื่อให้สามารถดำเนินการได้จริง เป็นต้น 

     

    ข่าว : ราคาน้ำมัน WTI ทรุดกว่า 5% หลุด 46 ดอลลาร์ ต่ำสุดกว่า 1 ปี กังวลโควิด-19 ฉุดอุปสงค์

            สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ทรุดตัวลงกว่า 5% ในวันนี้ หลุดระดับ 46 ดอลลาร์ แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี ท่ามกลางความวิตกที่ว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะกระทบต่ออุปสงค์น้ำมัน ณ เวลา 22.54 น.ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนเม.ย. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาด NYMEX ลดลง 2.66 ดอลลาร์ หรือ 5.46% สู่ระดับ 46.07 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากแตะระดับ 45.95 ดอลลาร์ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. ปีที่แล้ว

    สื่อออนไลน์ : ryt9

     

     

     

     

  2. ข่าว : เชื่อมท่อน้ำมันไทย - สปป.ลาว
            สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน พร้อมด้วย ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าฯ ขอนแก่น, ภาณุ ศีติสาร ประธานกรรมการ และ พระนาย กังวาลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี (PSTC) ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์คลังน้ำมันและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาคลังน้ำมันขอนแก่นให้ระบบขนส่งน้ำมันทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ต.เมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น
    สื่อหนังสือพิมพ์ : ข่าวสด

    ข่าวคอลัมน์ พลังงานรอบทิศ : ผลกระทบของ COVID-19 ต่อธุรกิจพลังงานไทย โดย มนูญ ศิริวรรณ
            อัตราการขยายตัวของความต้องการพลังงานของไทยเป็นสัดส่วนโดยตรงกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาแต่ไหนแต่ไร แล้วทั้งน้ำมันและไฟฟ้า ในอัตราส่วนเฉลี่ยที่ 1:1 คือเศรษฐกิจขยายตัว 1% ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น 1% ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ความต้องการน้ำมันและพลังงานก็จะเติบโตต่ำไปด้วย เมื่อดูจากเศรษฐกิจจีนที่ได้รับผลกระทบจากพิษของไวรัส COVID-19 แล้ว บ้านเราก็คงมีประสบการณ์ในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือ ความต้องการพลังงานจะลดลงทั้ง น้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า

            ดังนั้น ปีนี้ก็น่าจะเป็นปีที่เลวร้ายอีกปีหนึ่งของธุรกิจพลังงานบ้านเรา โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่ขาดทุนรวมกันหลายหมื่นล้านบาท เพราะค่าการกลั่นตกต่ำมาหลายปีแล้ว อยู่ในระดับเฉลี่ย 2-3 $/bbl. เท่านั้น ตามสูตรราคาอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์ (Import Parity)
    สื่อหนังสือพิมพ์ : เดลินิวส์

     

    ข่าว : ปตท. ส่อขาดทุนสต็อก พิษราคาน้ำมันดิ่งหนัก เซ็นขาย'แอลเอ็นจี' หนุนก๊าซภาคอุตสาหกรรม

            นางสาวจิตยาภา วงศาโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า คาดว่าในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 มีโอกาสที่จะบันทึก ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน เนื่องจากในช่วงสิ้นไตรมาส 4 ปี 2562 ราคาน้ำมันดิบดูไบปิดที่ 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในช่วงเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และคาดราคาเฉลี่ยไตรมาสแรกจะอยู่ที่ 58 - 59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างไรก็ตาม ภาพรวมทั้งปียังไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีกำไรหรือขาดทุนสต็อกน้ำมันหรือไม่ โดยคาดในปี 2563 ราคาน้ำมันดิบดูไบจะเฉลี่ยอยู่ที่ 61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
            ในส่วนธุรกิจปิโตรเคมีเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากขณะนี้ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19 จึงทำให้ความต้องการลดลง ขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติถึงแม้ว่าในช่วงไตรมาสแรก จะมีการปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซที่ 5 จะทำให้ปริมาณขายลดลงแต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าราคาขายยังสามารถทรงตัวในระดับที่ดีได้
            นอกจากนี้ นายเชิดชัย บุญชูช่วย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่จัดหาและตลาดก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ปตท. ได้ร่วม ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG กับ 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไทยสเปเชียลแก๊ส จำกัด, บริษัท แอล เอ็น จี ลิ้งค์ จำกัด, บริษัท ครัยโอไทย จำกัด, บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เดอะ แก๊สแคร์ริเออร์ จำกัด ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา โดยการซื้อขาย LNG ดังกล่าว จะใช้รถประเภท Semi-Trailer หรือ ISO Container รับ LNG จากสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว ที่ อ.มาบตาพุด จ.ระยอง และขนส่งไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าก๊าซในภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมทั้งเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายกลุ่มผู้ใช้ LNG ไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนต่อไป
            ทั้งนี้ ปตท. จึงร่วมมือกับทั้ง 5 บริษัทดังกล่าวในการส่งเสริมการใช้ LNG ขยายไปยังภาคอุตสาหกรรมนอก แนวท่อส่งก๊าซฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ และเป็นการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจด้านพลังงานของประเทศ เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Regional LNG Hub ตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ต่อไป
    สื่อหนังสือพิมพ์ : กรุงเทพธุรกิจ, ข่าวหุ้น, ไทยโพสต์

     

    ข่าว : TOP ชี้ดีมานด์ชะลอฉุดน้ำมันดิบ ลุ้นโอเปกลดผลิตหนุนราคาฟื้น!
            นางธาริกา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการเงิน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาน้ำมันดิบปี 2563 คาดว่าในระยะสั้นยังคงถูกกดดันจากดีมานด์ที่ชะลอตัวลง แต่หากกลุ่มโอเปกลดกำลังการผลิตน้ำมัน ล่าสุดอยู่ระหว่างหารือเพื่อลดกำลังการผลิตลงในระดับ 6 แสนบาร์เรลต่อวัน หากมีความชัดเจนจะส่งผลให้ราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้น
            ขณะที่ทิศทางค่าการกลั่น (GRM) ยังคงถูกกดดันต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4/2562 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ระดับ 1.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมทั้งต้องจับตาสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงมากน้อยเพียงใด เนื่องจากจะส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันเครื่องบิน (JET) เป็นหลัก
            สำหรับกรณีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหลังจากคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม เตรียมปรับลดค่าพรีเมียมในสูตรราคาน้ำมันโรงกลั่นฯ อัตรา 50 สตางค์ต่อลิตรนั้น เรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องหารือในกลุ่มใหญ่รวมทั้งต้องนำมติเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ตามลำดับในช่วงเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นฯ ขายตามราคาตลาดเนื่องจากเป็นตลาดเสรี ดังนั้นราคาน้ำมันจึงไม่ได้ถูกควบคุมโดยภาครัฐ ส่วนผลกระทบภายหลังการปรับสูตรโครงสร้างราคาดังกล่าวนั้นจะต้องรอข้อสรุปนโยบายก่อน
    สื่อหนังสือพิมพ์ : ข่าวหุ้น

     

    ข่าว : คพ. จับมือ "อยุธยา" ลดเผาฟางข้าวแก้ปัญหาโลกร้อน
            นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)กล่าวว่า คพ.ลงนามความร่วมมือ "Zero Burn ลดการเผาฟางข้าวแก้ปัญหา PM 2.5 และภาวะโลกร้อน" เพื่อแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นร่วมกันในการดำเนินงานโครงการความร่วมมือภาครัฐภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม ร่วมบูรณาการจัดการฟางข้าว และลดการเผาฟางข้าวหลังเก็บเกี่ยว โดยมีเป้าหมายมุ่งเน้นไปที่การแปรรูปฟางข้าว โดยการอัดเป็นก้อนหรืออัดเม็ด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์เป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สาธารณะในวงกว้าง เพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการฟางข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวรวมถึงผลักดันแผนการจัดการฟางข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวโดยครอบคลุมมาตรการด้านกฎหมายเศรษฐศาสตร์การบริหารจัดการทั้งระบบ รวมทั้งการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
    สื่อหนังสือพิมพ์ : ไทยรัฐ

  3. ข่าว : บี.กริม ลุ้น 'กกพ.' ออกใบอนุญาตนำเข้าก๊าซ มี.ค.นี้
            นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(บอร์ด กกพ.) ในเร็วๆนี้จะพิจารณาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG Shipper) ให้ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด(มหาชน) หรือ BGRIM คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือน มี.ค.นี้
            ทั้งนี้ การนำเข้า LNG เพิ่มเติม เบื้องต้น มี 2 แนวทาง คือ 1.รอให้สัญญาจัดหาก๊าซฯระยะยาว(สัญญาเก่า) ของ ปตท. ปริมาณ 5.2 ล้านตันต่อปี หมดอายุลง ซึ่งเหลือเวลาอีก10 ปี และ 2.รอให้ปริมาณกำลังการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทยลดลง ช่วงปี 2565-2566 ซึ่งเป็นช่วงที่แหล่งเอราวัณและบงกช สิ้นสุดอายุสัมปทานเดิม ทำให้กำลังผลิตก๊าซฯเหลือประมาณ 1,500 จาก2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ LNG เข้ามาผสมกับก๊าซฯในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนประมาณ 30-40% จากปัจจุบันมีสัดส่วนLNG อยู่ที่ 10-20% ตามช่วงเวลา ดังนั้น จะมีช่องว่างรองรับการนำเข้าLNG ในรูปแบบตลาดจร(Spot)ได้ แต่ก็ต้องพิจารณาเรื่องของดีมานด์และซัพพลายให้เหมาะสมด้วย
            อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2565-2566 เมื่อปริมาณก๊าซฯ ในอ่าวไทยลดลง ก็จะต้องดำเนินการปรับสูตรค่าความร้อนใหม่ตามข้อกำหนดค่าควบคุมคุณภาพก๊าซที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงที่เรียกว่า Wobbe Index (WI) โดย ปตท. ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บริหารระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (TSO) จะต้องเสนอเรื่องการปรับสูตร WI มาที่ กกพ. แม้ว่าปัจจุบัน กฎหมายจะกำหนดให้แยกธุรกิจท่อส่งก๊าซทางบัญชี ออกจากระบบจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติออกจาก ปตท. แต่เป็นเพียงการแยกกิจกรรมในการดำเนินการเท่านั้น ยังไม่ใช่การแยกใบอนุญาตออกมา ฉะนั้นการปรับสูตร WI ใหม่จะเอื้อให้เกิดการนำเข้าLNG ในอนาคตดำเนินการได้ง่ายขึ้น
            แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้ทางสำนักงานนโยบายและ แผนพลังงาน(สนพ.) อยู่ระหว่างพิจารณาปรับนโยบายส่งเสริมกิจการก๊าซฯเสรีใหม่ จากเดิมที่แบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ให้การไฟฟ้าฝ่าย ผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ทดลองนำเข้าLNG ,ระยะที่ 2 การคำนวณราคาก๊าซโดยไม่นำมาคำนวณในสูตรตลาดรวม (Pool) และระยะที่ 3 LNG bases หรือ การเปลี่ยนมาใช้ LNG นำเข้าเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า จากเดิมที่ใช้ก๊าซฯจาก อ่าวไทยเป็นหลัก ซึ่งเบื้องต้นพบว่า หากดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า
            ดังนั้น สนพ. จึงมีแนวคิดที่เปลี่ยน เสนอภาครัฐให้ปรับแนวทางปฏิบัติใหม่ซึ่งอาจเหลือดำเนินการแต่ ระยะที่ 1 และระยะที่ 3 เท่านั้น โดยตัดระยะที่ 2 ออกไป และให้ไปใช้สูตรการคำนวณราคาตลาดรวม(Pool) ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จะส่งผ่านไปสู่ภาคประชาชนในอนาคต
            ทั้งนี้ สนพ. จะประชาพิจารณ์ ก่อนจัดทำเป็นแผนงาน เสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) และ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)อนุมัติต่อไป
    สื่อหนังสือพิมพ์ : กรุงเทพธุรกิจ, ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

    ข่าว : BGRIM ลุ้นข่าวดี มี.ค.นี้ รับไลเซนส์นำเข้า LNG ปี 62 อวดกำไร 2,331 ล้าน โต 25% ปันผล 22 สต.

            “BGRIM” รอข่าวดี! ลุ้นบอร์ดกกพ.ออกใบอนุญาตจัดหาและนำเข้า LNG ภายในมี.ค.นี้ หลังยื่นแผนป้อนก๊าซโรงไฟฟ้า SPP ที่เป็นลูกค้ารายใหม่ ล่าสุดโชว์กำไรสุทธิไตรมาส 4/62 พุ่ง 215% ดันปี 62 ฟันกำไรสุทธิ 2,331 ล้านบาท โต 25.10% อานิสงส์มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 40% แตะ 2,896 MW พร้อมเคาะจ่ายปันผลครึ่งปีหลังอีก 22 สตางค์/หุ้น มีกำไรสุทธิจากงบการเงินรวมอยู่ที่ 3,977 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการขยายกำลังการผลิตถึง 40% จากโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งจากการเข้าซื้อกิจการและการพัฒนาโครงการใหม่
            รวมถึงสามารถประหยัดเชื้อเพลิงจากการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซของโรงไฟฟ้าจากพลังความร้อนร่วม 2 โครงการ และการลดต้นทุนทางการเงินจากการรีไฟแนนซ์เงินกู้ด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสลงทุนในโครงการใหม่ร่วมกับพันธมิตรอีกหลายโครงการ
    สื่อหนังสือพิมพ์ : ข่าวหุ้น, แนวหน้า, ไทยโพสต์, ไทยรัฐ, ไทยโพสต์

     

    คอลัมน์ย่อโลก: ม็อบยึดโรงไฟฟ้าถ่านหิน
            วันที่ 25 ก.พ. เอเอฟพีรายงานว่า นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม 14 คน เข้ายึดโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแห่งใหม่ในรัฐนอร์ท ไรน์-เวสต์ฟาเลีย ประเทศเยอรมนี เพื่อป้องกันการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ล่ามโซ่ตนเองไว้กับเครื่องจักร เพราะเยอรมนีกำลังลดก๊าซคาร์บอน แต่รัฐบาลกลับเห็นด้วยที่จะให้โรงงานถ่านหินอยู่ต่อภายในปีพ.ศ.2581 ด้วยเหตุผลว่าเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก จนถูกวิจารณ์แพร่หลาย
    สื่อหนังสือพิมพ์ : ข่าวสด

     

     

  4. ข่าว : 'สนธิรัตน์' ขีดเส้นโซลาร์ฯ สูบน้ำเดิมภายในสิ้น มี.ค.ไม่เสร็จตัดงบฯ ทันที
            "สนธิรัตน์" เดินหน้ารับมือภัยแล้งดึงเงินกองทุนอนุรักษ์ฯงบปี 2563 เดินหน้าโครงการยังคงเดินหน้าโครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตรต่อเนื่องแต่จะคุมเข้มให้เป็นไปตามเวลาที่กำหนดไม่มีต่ออายุเช่นที่ผ่านมา พร้อมขีดเส้นภายในสิ้น มี.ค. นี้โครงการเดิมที่ของบหนุนช่วงปี 61-62 หากไม่เสร็จตัดงบหนุนทันที
    สื่อหนังสือพิมพ์ : ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

    ข่าว : กลุ่ม ปตท. อัดงบ9แสนล้าน ต่อยอดธุรกิจ 'สมาร์ทซิตี้’
            นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท.จัดงบลงทุนปี 2563-2567 อยู่ที่ประมาณ 9 แสนล้านบาท ขณะที่ ปตท.ได้เตรียมแผนการลงทุนปี 2563-2567 อยู่ที่ 180,814 ล้านบาท และจัดเตรียมงบลงทุนในอนาคต (Provisional Capital Expenditure) ในระยะ 5 ปีข้างหน้า วงเงิน 203,583 ล้านบาท โดยธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นมีแผนขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน และมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อาทิ โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 5 รวมถึงโครงการ LNG Receiving Terminal หนองแฟบ และขยายการเติบโตด้วยการลงทุนธุรกิจก๊าซสู่ไฟฟ้า (Gas to Power) โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน และการดำเนินธุรกิจ LNG แบบครบวงจรและการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อ-ขาย LNG ของภูมิภาคอาเซียน
            นอกจากนี้ ด้านนวัตกรรมและการลงทุนธุรกิจใหม่ ปตท. เตรียมพร้อมพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเมืองอัจฉริยะ (Smart City Development) โดยเน้นใน ด้านการบริหารจัดการพลังงานในพื้นที่ที่มีศักยภาพ และจะขยายการเติบโตด้วยการร่วมทุนหรือซื้อกิจการในธุรกิจพลังงานใหม่ เช่น ธุรกิจไฟฟ้าครบวงจร พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า 

            สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินของ ปตท.ในปีนี้ คาดว่าจะดีขึ้นจากปี 2562 เนื่องจากปีนี้ไม่มีแผนหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ ขณะที่ปริมาณการผลิตของกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีจะเพิ่มขึ้นประกอบกับคาดว่ามาร์จินค่าการกลั่น (GRM) และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะดีขึ้น หลังจากไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ตลาดปรับตัวรับมือกับองค์กรเดินเรือระหว่างประเทศ (IMO) และภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ขณะที่เดียว ปตท. ยังเดินหน้าการเข้าซื้อกิจการ (M&A) เพื่อสร้างการเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งรอผลการประมูลท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่3 (ท่าเทียบเรือF) ซึ่งจะเป็นการขยายพอร์ตการลงทุนไปสู่ธุรกิจใหม่ ขณะที่เดียว ปตท.ยังเดินหน้าการเข้าซื้อกิจการ (M&A) เพื่อสร้างการเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งรอผลการประมูลท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่3 (ท่าเทียบเรือF) ซึ่งจะเป็นการขยายพอร์ตการลงทุนไปสู่ธุรกิจใหม่
    โดยปีนี้ ปตท.คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงจากปี 2562 เฉลี่ยที่ 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG เฉลี่ย 4 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียูลดลงเช่นกัน ดังนั้นปีนี้ ปตท. เตรียมใช้ประโยชน์จาก LNG ตลาดโลกราคาถูกลง นำเข้าเพิ่มจากสัญญาระยะยาวที่ ปตท. มีอยู่ 5.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งปีนี้มีโอกาสนำเข้าได้ 2-5 ลำเรือ รวมกันทั้ง ปตท.และ กฟผ. ส่วนสถานการณ์ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ขณะนี้แม้ว่าภาครัฐจะทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้นอยู่ที่ระดับ 15.31 บาทต่อกิโลกรัม แต่ยังไม่เป็นระดับราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่ง ปตท.อยู่ระหว่างทำความเข้าใจกับภาครัฐเพื่อขอปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนอีก 0.8-1 บาทต่อกิโลกรัม
            นายชาญศิลป์ กล่าวว่า กรณีคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม (กลุ่มย่อย) ศึกษาปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันให้เป็นธรรมต่อผู้บริโภค โดยจะลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นลง 50 สตางค์ต่อลิตรนั้น ยังไม่มีข้อสรุปเพราะธุรกิจน้ำมันเป็นตลาดเสรีซึ่งภาครัฐต้องหารือให้มีความเห็นร่วมกัน ทั้งนี้ หากคำนวณจากกำลังการกลั่นน้ำมันสำเร็จรูป 9 แสนล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นการกลั่นน้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซิน 60 ล้านบาท หากลดราคาหน้าโรงกลั่น 50 สตางค์ต่อลิตร จะทำให้รายได้หาย 30 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งกระทบต่อรายได้โรงกลั่นและการจ่ายภาษีให้รัฐ
    สื่อหนังสือพิมพ์ : กรุงเทพธุรกิจ, ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, ข่าวหุ้น, มติชน, ไทยโพสต์, ข่าวสด

     

    ข่าว : รัฐไฟเขียวมาตรฐานรถไฟฟ้าคุมปลอดภัยกันไฟรั่วใช้ มี.ค.
            นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ กมอ.ว่า กมอ. มีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ 4 ล้อขึ้นไปสำหรับขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า มอก.3026-25XX ที่ สมอ. เสนอเข้าที่ประชุม เนื่องจากมีแนวโน้มที่ผู้ผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในจะเปลี่ยนมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่อาศัยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเก็บสะสมอยู่ในแบตเตอรี่มากขึ้นต่อเนื่อง คาดว่า มาตรฐานดังกล่าวจะประกาศใช้ได้ภายในเดือน มี.ค. ปีนี้
            ทั้งนี้ เป็นตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการส่งเสริม การผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศโดยกำหนดแนวทางการพัฒนาให้มีการผลักดันการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะหรือพลังงานทางเลือกอื่นๆ เพื่อลดปริมาณการใช้พลังงานน้ำมัน และลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมโดยมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้า มอก. 3026-25XX ฉบับนี้ได้อ้างอิงข้อกำหนดข้อกำหนดของรถยนต์ไฟฟ้าของสหภาพยุโรป ที่ควบคุมด้านความปลอดภัยของแบตเตอรี่ เมื่อนำมาติดตั้งกับรถยนต์แล้วจะยังคงความปลอดภัยในการใช้งานนำมาชาร์จไฟซ้ำได้ มีความแข็งแรงทนต่อแรงกระแทก ไม่รั่ว และไม่เกิดไฟฟ้าลัดวงจรขณะใช้งาน
    สื่อหนังสือพิมพ์ : เดลินิวส์

     

    ข่าว : GPSC ทุ่มงบลงทุน 7 พันล้าน ลุยขยายลงทุนธุรกิจไฟฟ้า-รง.แบตเตอรี่
            “GPSC” ทุ่มงบลงทุนกว่า 7 พันล้านบาท เพื่อขยายลงทุนธุรกิจไฟฟ้าและโรงงานแบตเตอรี่ ส่วนแผนซื้อโซลาร์ฟาร์ม 9โครงการ กำลังการผลิตรวม 39.5 เมกะวัตต์ มูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท คาดปิดดีลจบภายในครึ่งแรกปีนี้
    สื่อหนังสือพิมพ์ : ข่าวหุ้น

     

    ข่าว : 'อีเอ' มั่นใจธุรกิจใหม่หนุนรายได้ปีนี้พุ่ง
            "พลังงานบริสุทธิ์" ตั้งเป้า รายได้ปี 63 โตต่อเนื่องเหตุรับรู้ยอดขายไฟฟ้าทั้ง 664 เมกะวัตต์เต็มปี-เริ่มบันทึกรายได้จากธุรกิจใหม่ๆตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ ส่วนผลงานปี 62 ดันกำไรสุทธิพุ่งกว่า 6 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18.15% จาก ปี 2561 หลังทยอยจ่ายไฟโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 260 เมกะวัตต์ครบ
    สื่อหนังสือพิมพ์ : กรุงเทพธุรกิจ, ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, สยามรัฐ

     

     

  5. ข่าว : ลุยหั่นราคาดีเซล 'บี 10' ต่ำกว่า บี7 ถึง3บาท
            นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ส่วนกรณีมีสถานีบริการน้ำมันบางแห่งแจ้งลูกค้าว่าจะให้บริการน้ำมันอี 85 จนถึงสิ้นเดือน ก.พ. นั้น ทางกระทรวงพลังงานยืนยันยังไม่มีนโยบายยกเลิกใช้แต่อย่างใด
            โดยช่วงนี้อยู่ระหว่างส่งเสริมการใช้ดีเซลบี 10 แทนบี 7 อย่างเป็นทางการ และภายในปีนี้ก็มีจะผลักดันดีเซลบี 20 ให้เกิดผลสำเร็จก่อนค่อยมาพิจารณาน้ำมันชนิดอื่นต่อไป แต่หากเป็นเรื่องของผู้ค้าน้ำมันก็สามารถลด/เพิ่ม หรือยกเลิกหัวจ่ายน้ำมันบางประเภทในปั๊มตัวเองได้อยู่แล้ว
    สื่อหนังสือพิมพ์ : ข่าวสด

    ข่าว : เปิดแผนแม่บทพลังงานฉบับใหม่
            ระดมความคิดเห็นแผนแม่บทพลังงาน "TIEB" ฉบับใหม่ พร้อมปรับปรุง 4 แผนให้สอดคล้องกัน โดยได้เพิ่มโรงไฟฟ้าชุมชน 1,933 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก พลังงานลม ปรับใช้พลังงานในอนาคต รถยนต์ EV มากขึ้น หวังเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนไม่น้อยกว่า 30% ในปี 2580
            ทั้งนี้ สนพ. เชื่อมั่นว่าการรับฟังความคิดเห็นต่อแผน TIEB ฉบับใหม่ในครั้งนี้จะเป็นแผนแม่บทที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของไทย ในการจัดหาพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนพลังงานไม่แพง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และทำให้ประเทศสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยหลังจากนี้จะมีการนำแผน TIEB ฉบับใหม่เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อให้ความเห็นชอบภายในเดือนมีนาคมนี้
    สื่อหนังสือพิมพ์ : สยามธุรกิจ

     

    ข่าว : จับตาค่าไฟพุ่ง 3.3 พันMW ลงทุนซ้ำซ้อนพีดีพี
            กระทรวงพลังงานระบุชัดไม่บรรจุกำลังผลิตไฟฟ้าภาคใต้ ของ ศอ.บต.และ อีอีซี รวมกว่า 3.3 พันเมกะวัตต์ อยู่ในแผนพีดีพีและแผนพัฒนาพลังงานทดแทนฉบับใหม่ที่จะเสนอ กพช. เดือน มี.ค.นี้ หวั่นเกิดการลงทุนซ้ำซ้อนเป็นภาระค่าไฟฟ้าประชาชน จี้เร่งหารือให้ได้ข้อสรุปในการเปิดรับฟังความคิดเห็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพีฉบับปรับปรุงใหม่ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงกำลังการผลิตไฟฟ้า ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เสนอและผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปแล้ว 2 ส่วน ได้แก่ แผนเร่งด่วนการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่จะมีการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ขนาดกำลังการผลิต 1,700 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขนาดกำลังผลิต 930 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการบริการจัดการพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ที่จะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนประมาณ 257 เมกะวัตต์ เป็นในส่วนของโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดกำลังผลิต 1.5-2 เมกะวัตต์ จำนวน 200 เมกะวัตต์ ทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่ไม่สามารถดำเนินการได้ 3 แห่ง ขนาดแห่งละไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ รวม 30 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าขนาดเล็กอีก 27 เมกะวัตต์
            อีกทั้ง คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(กพอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้อนุมัติให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ไปดำเนินโครงการจัดหาพลังงานสะอาด (พลังงานแสงอาทิตย์) ในเขตอีอีซีอีกไม่ต่ำกว่า 500 เมกะวัตต์ ทั้งหมดนี้จะเป็นการลงทุนที่ซ้ำซ้อนเกินความจำเป็นหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลไปถึงค่าไฟฟ้าที่จะกระทบกับประชาชนในอนาคต เนื่องจากกำลังการผลิตราว 3,387 เมกะวัตต์ไม่มีการบรรจุอยู่ในแผนพีดีพีแต่อย่างใด
            แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าในการนำเสนอแผนพีดีพีฉบับปรับปรุงใหม่ต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในเดือนมีนาคม 2563 นี้ ไม่มีการบรรจุกำลังการผลิต 3,387 เมกะวัตต์ ดังกล่าว เข้าไปอยู่ในแผนพีดีพีที่ปรับปรุงใหม่แต่อย่างใด ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ให้ความคิดเห็นไปแล้วว่าหากจะดำเนินงานขึ้นมาจะเป็นการลงทุนที่ซ้ำซ้อนกับแผนพีดีพีของการสร้างความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ ที่มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ไปดำเนินการ ก่อสร้างโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี กำลังผลิตไฟฟ้า 1,400 เมกะวัตต์ ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก กำหนดเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้าในปี 2570 และ ปี 2572 ตามลำดับ และเปิดให้เอกชนประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ขนาดกำลังผลิต 1,700 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง กำหนดเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้าในปี 2577l- 2578 ไปแล้ว แต่ก็ไม่มีการรับฟังเหตุผลดังกล่าว รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาพลังงานทดแทนของภาคใต้ ก็ไม่ได้มีการหารือกับกระทรวงพลังงาน จึงทำให้กำลังผลิตราว 257 เมกะวัตต์ ไม่มีการบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนที่จะสู่การพิจารณาของ กพช.ในเดือนมีนาคมนี้เช่นกัน ซึ่งรวมไปถึงโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกำลังผลิต 500 เมกะวัตต์ ของ กฟภ. ด้วย
            ทั้งนี้ หากการดำเนินงานดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะเป็นการลงทุนที่ซ้ำซ้อนกับแผนพีดีพีและแผนพัฒนาพลังงานทดแทนที่มีอยู่ หรือทำให้เกิดการลงทุนที่เกินความเป็นจริงเป็นต้นทุนส่งผลไปถึงค่าไฟฟ้าที่จะไปกระทบต่อภาคประชาชน
            ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ศอ.บต. และอีอีซี จะต้องมีการหารือเพื่อให้ได้ข้อยุติก่อนที่จะดำเนินงาน และหลังจากนั้นจะไปปรับปรุงแผนพีดีพีอีกครั้งหนึ่งก็สามารถทำได้ โดยเฉพาะการยกสิทธิก่อสร้างโรงไฟฟ้าภาคใต้ให้เอกชนไปดำเนินการโดยไม่ผ่านการประมูลนั้น เป็นการขัดกับนโยบายการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนที่กระทรวงพลังงานไม่เห็นด้วย
    สื่อหนังสือพิมพ์ : ฐานเศรษฐกิจ

     

    ข่าว : กบง. ผ่านร่าง 4 แผนพลังงาน เคาะผ่านฉลุยปรับราคา "บี 10-บี 20" หวังจูงใจชาวดีเซลหันมาเติมมีผล 1 มี.ค.
            นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 21 ก.พ.63 ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบร่างแผนด้านพลังงานสำคัญ 4 แผนที่ได้ปรับปรุงใหม่ ได้แก่ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Rev.1) ร่างแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2561-2580 (AEDP 2018) ร่างแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2561-2580 (EEP 2018) และร่างแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ.2561- 2580 (Gas Plan 2018) โดยจะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบ 19 มี.ค.นี้
            สำหรับประเด็นสำคัญประกอบด้วย ร่างแผน PDP 2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 คงเป้ากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ไว้ตลอดช่วงแผนถึงปี 2580 ที่ 56,431 เมกะวัตต์ ทำให้การกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้นที่ปลายแผน PDP คงเดิมที่ 77,211 เมกะวัตต์ แต่จะปรับเปลี่ยนแผนการจ่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้ฟอสซิล เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ ลดการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ลง และเพิ่มเป้าหมายโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กของ กฟผ. 69 เมกะวัตต์ เพิ่มนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก และ Solar hybrid เข้าระบบตั้งแต่ปี 2563-2567 มีกำลังผลิตรวม 1,933 เมกะวัตต์
            ส่วนร่าง AEDP 2018 ปรับเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในภาคการผลิตไฟฟ้าตามนโยบาย Energy For All ในการสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยคงเป้าสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนต่อการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายไม่น้อยกว่า 30% ในปี 2580 และยังคงเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเท่าเดิมที่ 18,696 เมกะวัตต์
            ด้านร่าง EEP 2018 ยังคงรักษาระดับเป้าหมายการลดความเข้มการใช้พลังงานลง 30% ภายในปี 2580, ร่าง Gas Plan 2018 มีความจำเป็นต้องเตรียม LNG Terminal ในภาคใต้ (5 ล้านตันต่อปี) ในปี 2570 และการจัดหาก๊าซธรรมชาติผ่านโครงข่ายท่อบนบกจะเพียงพอใช้ถึงปี 2562 ซึ่งตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป ต้องมีการจัดหา LNG เพิ่มเติมให้เพียงพอกับความต้องการใช้ก๊าซ
            นอกจากนี้ ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล โดยการปรับราคาส่วนต่างของดีเซลบี 10 ให้ถูกกว่าดีเซลบี 7 ที่ 3 บาทต่อลิตร และดีเซลบี 20 ถูกกว่าดีเซลบี 10 ที่ 50 สตางค์ (สต.) ต่อลิตร หรือคิดเป็นส่วนต่างดีเซลบี 20 ถูกกว่าดีเซลบี 7 ที่ 3.50 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.เป็นต้นไป เนื่องจากส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มดีเซลยังไม่จูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนมาใช้ดีเซลบี 10 ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในปัจจุบันราคาส่วนต่างดีเซลบี 10 ถูกกว่าดีเซลบี 7 ที่ 2 บาทต่อลิตร และดีเซลบี 20 ถูกกว่าดีเซลบี 10 ที่ 1 บาทต่อลิตร ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลและไบโอดีเซลยังไม่เพิ่มขึ้นตามที่ กบง.คาดการณ์ไว้
            สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกน้ำมัน กบง.ได้กำหนดค่าการตลาดให้ดีเซลบี 10 มีค่าการตลาดเฉลี่ยที่ 1.85 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลบี 20 อยู่ที่เฉลี่ย 1.55 บาทต่อลิตร และดีเซลบี 7 อยู่ที่เฉลี่ย 1.50 บาทต่อลิตร เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการจำหน่ายดีเซลบี 10 อีกทางหนึ่ง พร้อมกับสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไปศึกษาความเป็นไปได้ในการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับรถไฟฟ้าสายต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาลดค่าตั๋วรถไฟฟ้า ช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชนในระยะต่อไป
    สื่อหนังสือพิมพ์ : ไทยรัฐ, ข่าวสด, เดลินิวส์, ไทยโพสต์, แนวหน้า, มติชน

     

    ข่าว : ชงปรับราคาหน้าโรงกลั่น กดขายปลีกน้ำมันลง 50สต./ลิตร
            ที่ประชุมคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรมที่มีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ได้หารือของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคประชาชน องค์กรภาคเอกชน โรงกลั่น ฯลฯ ล่าสุดได้มีข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่จะมีผลปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันได้ 0.50 บาท/ลิตรโดยจะนำเข้าหารือในที่ประชุม กบง. ครั้งหน้าราวต้นเดือนมีนาคมและนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)วันที่ 19 มีนาคม 2563 ต่อไป
    สื่อหนังสือพิมพ์ : แนวหน้า, มติชน(กรอบบ่าย)

     

    ข่าว : กกพ. สนับสนุน AEITF ลุยโครงการ Solar Move
            นายสุเมฆ ปัณฑรานุวงศ์ ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AEITF) กล่าวว่า มูลนิธิได้รับการจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อการส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้ ความตระหนัก และมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้าตามมาตรา 97(5) ผ่านการดำเนินโครงการรณรงค์ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Solar Rooftop เข้าสู่ชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน (Solar Move ) เพื่อส่งเสริมสังคมและประชาชนกรุงเทพฯและปริมณฑลในหมู่บ้านจัดสรรประมาณ 200 โครงการ ประมาณ 10,000 ครัวเรือนให้มีความรู้ มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด
            นอกจากนี้ ต้องการให้ร่วมกันส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าได้มีแนวทางในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้า โดยมีส่วนร่วมในการใช้พลังงานสะอาดจากการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน สามารถทดลองใช้งานจริงผ่านรถนิทรรศการเคลื่อนที่ในรูปแบบ Active Learning และที่สำคัญเพื่อร่วมกันลดภาวะโลกร้อนจากการลดการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตโดยเชื้อเพลิงที่เป็นฟอสซิลซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 75% (ก๊าซธรรมชาติ 58% และถ่านหิน/ลิก ไนต์ 17%) เทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีสัดส่วนเพียง 10% ซึ่งตามการวางแผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยปี 2561-2580 (PDP2018) จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 30% ในปี 2580
    สื่อหนังสือพิมพ์ : สยามธุรกิจ, กรุงเทพธุรกิจ

     

    ข่าว : UAC-NER-TPCH-ACE วิ่งลุ้นเปิดประมูลไฟฟ้าชุมชน
            หุ้นพลังงานทดแทน “UAC-NER-TPCH-ACE” เด้ง! รอลุ้นเปิดประมูลโรงไฟฟ้าชุมชน พ่วงหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ “GULF-BGRIM-SPCG-GPSC-RATCH-EGCO” คึก! รับข่าวดีหลัง “กบง.” ไฟเขียวผ่านร่าง 4 แผนหลักด้านพลังงาน “ไฟฟ้า-ทดแทน-อนุรักษ์-ก๊าซ” ลุ้นรัฐเปิดประมูลเร่งรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบเพิ่ม
    สื่อหนังสือพิมพ์ : ข่าวหุ้น

     

    ข่าว : วิกฤตโลกรุมค่ายน้ำมัน กระทบรายได้-กำไรหด
            นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าผลประกอบการปี 2662 บริษัทมีกำไรสุทธิ 92,950 ล้านบาท ลดลง 22.3% เทียบจากปี 61 เนื่องจากมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยค่าเสื่อมและภาษีที่ลดลง และค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือจีพีเอสซี และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. แม้มีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นจากค่าเงินบาทปี 2562 แข็งค่ามากกว่าปี 2661 โดยบริษัทมีรายได้จากการขาย 2.21 ล้านล้านบาท ลดลง 116,416 ล้านบาท หรือ 5% ผลจากลดลงของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและกลุ่มธุรกิจน้ำมันลดลง
            นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2562 บางจาก และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 190,489 ล้านบาท ลดลง 1% มีกำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย 8,709 ล้านบาท มีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 1,732 ล้านบาท ลดลง 29.69% เนื่องจากรับผลกระทบธุรกิจน้ำมันโลกช่วงขาลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลทั้งอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันลดลง สำหรับปี 2563 คาดเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกคงชะลอตัวจากสงครามการค้าและการระบาดของโควิด-19
    สื่อหนังสือพิมพ์ : มติชน, เดลินิวส์