Print

          “เหมืองแม่เมาะ” เดินหน้าเป็นหน่วยงานชั้นนำในการทำเหมืองถ่านหินอย่างยั่งยืนเพื่อการผลิตไฟฟ้า
เป็นเวลา 93 ปี นับจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2470 ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้มีพระบรมราชโองการ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ให้สงวนแหล่งถ่านหินที่มีอยู่ในประเทศไว้ใช้ในราชการเท่านั้น โดยตอนหนึ่งของพระบรมราชโองการมีใจความว่า
          “ฉันเห็นว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะดำริรวบรวมบ่อถ่านศิลาในพระราชอาณาจักรไว้สำหรับรัฐบาลทำเอง เพราะจะเปนประโยชน์แก่บ้านเมืองต่อไปหาน้อยไม่ เพราะฉนั้นต่อไปให้สงวนบ่อถ่านศิลาที่บ้านดอน ที่แขวงเมืองกระบี่ และที่แม่เมาะ ไว้สำหรับรัฐบาลตรวจทำ ถ้ามีผู้ใดมาขอประทานบัตร์หรือสิทธิใดๆ ในเขตต์ทั้งหลายที่กล่าวแล้ว จงแจ้งให้ทราบว่า เปนที่ๆ รัฐบาลสงวนไว้ใช้ในราชการ”
          ย้อนไปเมื่อครั้งอดีต “ถ่านลิกไนต์” ที่แม่เมาะ ถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงถ่านฟืนสำหรับโรงบ่มใบยากิจการรถไฟ และวัตถุดิบในการทำปุ๋ยเพื่อประโยชน์ทางการเกษตร การดำเนินงานถ่านหินลิกไนต์ระยะแรกเป็นแบบครั้งคราว ไม่มีความต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังเกิดสงคราม
          จนเมื่อปี 2493-2496 กรมโลหกิจ หรือ กรมทรัพยากรธรณี ได้รื้อฟื้นโครงการสำรวจถ่านลิกไนต์ขึ้นมาดำเนินการอีกครั้ง โดยได้รับความช่วยเหลือทางด้านวิชาการและการเงินจากองค์การบริหารความมั่นคงร่วมกัน (M.S.A.) ต่อมาเป็น ยูซอม (USOM) แห่งสหรัฐอเมริกา มีพื้นที่สำรวจ 2 แห่ง คือ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และจังหวัดกระบี่ ซึ่งผลการสำรวจที่แม่เมาะ พบว่าแหล่งถ่านลิกไนต์ มีแนวชั้นติดต่อกันยาวไปตามลำห้วยในแอ่งแม่เมาะ อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นยังไม่มีตลาด ที่จะจำหน่ายจึงยังไม่ได้ดำเนินการผลิต
          กระทั่งปี 2497 ได้มีการจัดตั้ง สำนักงานสำรวจภาวะถ่านลิกไนต์ เพื่อดำเนินการตรวจสอบว่ามีถ่านลิกไนต์มากเท่าใด มีวิธีการขุดอย่างไรจึงจะคุ้มค่าในการดำเนินงาน และจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง ซึ่งจากการสำรวจพบปริมาณถ่านลิกไนต์จำนวน 14 ล้านตัน และคาดว่าอาจจะพบเพิ่มในปริมาณสูงถึง 120 ล้านตัน จึงได้ร่างแผนงานเบื้องต้นนำเสนอต่อรัฐบาลให้มีโครงการขุดถ่านลิกไนต์ขึ้นมา เพื่อจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า , ใช้เป็นวัตถุมูลฐานในการทำเคมีภัณฑ์ และใช้เป็นถ่านหุงต้ม
          ทั้งนี้ รัฐบาลได้เห็นชอบข้อเสนอดังกล่าวและได้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง “องค์การพลังงานไฟฟ้าลิกไนต์” เพื่อเปิดการทำเหมืองและดำเนินกิจการถ่านลิกไนต์ให้บังเกิดผลอย่างจริงจัง และในปีเดียวกันนั้น ยังได้ก่อสร้างที่ทำการและบ้านพักที่แม่เมาะ
          ในปี 2498 จึงได้เริ่มผลิตถ่านลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะ ออกจำหน่ายให้แก่ โรงบ่มใบยาสูบในภาคเหนือ โรงงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ จ.นครราชสีมา , โรงปูนซีเมนต์ของ บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด ที่ อ.ตาคลี (นครสวรรค์) โรงไฟฟ้าวัดเลียบ และโรงไฟฟ้าสามเสน ของ การไฟฟ้านครหลวง (กทม.) พร้อมกันนี้ ยังดำเนินการเจาะสำรวจหาปริมาณถ่านลิกไนต์ควบคู่กันไป
          จากนั้น จึงได้ดำเนินการก่อสร้างโรงจักรแม่เมาะ จำนวน 2 โรง รวมขนาดกำลังการผลิต 12,500 กิโลวัตต์ โดยใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงและทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2503 จนกระทั่งในปี 2512 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก่อกำเนิดขึ้นจากการรวมกิจการของการลิกไนต์ การไฟฟ้ายันฮี และการไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ
ปี 2516 และในปี 2522 เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันขึ้นทั่วโลก ราคาปรับเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่าตัว และเป็นช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศกำลังขยายตัวกว่าร้อยละ 30 รัฐบาลจึงได้อนุมัติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าลิกไนต์และโครงการขยายเหมืองแม่เมาะ โดยนำ ถ่านหินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำที่มีในประเทศมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า จนสามารถผ่านพ้นวิกฤติพลังงาน สร้างความมั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน
          ปัจจุบัน “เหมืองแม่เมาะ” มีพื้นที่บ่อเหมืองประมาณ 18,000 ไร่ มีปริมาณถ่านหินลิกไนต์สำรองทางธรณีวิทยา 1,088 ล้านตัน โดยคิดเป็นปริมาณถ่านที่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจที่จะเปิดทำเหมืองจำนวน 827 ล้านตัน ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อกิจการพลังงาน ของประเทศที่มีการพัฒนาเหมืองถ่านหินลิกไนต์และถือเป็นต้นพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้า
          “เหมืองแม่เมาะ” ยังคงผลิตถ่านหินลิกไนต์เพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์กรไม่ให้หยุดนิ่ง เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล พร้อมกับเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและทันสมัย เพื่อก้าวไปสู่การเป็นองกรชั้นนำในการทำเหมืองถ่านหินอย่างยั่งยืน และดำเนินการควบคู่กับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ยืนยันได้จากการรับรองระบบมาตรฐานในด้านต่างๆ ทั้ง ISO 9001:2008 ด้านระบบบริหารงานคุณภาพ , ISO 14001 : 2015 ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม , ISO 26000 & CSR ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง และ มอก. 18001-2554& ISO 45001: 2018 ด้านการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

86180047 2677482198955892 7328096157035397120 o

85041356 2677486798955432 149788801219166208 o

86278812 2677482982289147 1922656721533140992 o

84211493 2677482968955815 7541523342650507264 o

86376456 2677483062289139 5788178359389257728 o

86754906 2677483092289136 526371550912315392 o

86463552 2677483042289141 6639200367877816320 n