หน้าร้อนปีนี้ ควรใช้น้ำอย่างประหยัด เหตุน้ำในเขื่อนหลัก กฟผ. ยังคงมีปริมาณต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุม

18 04 60 2

กฟผ.เผยปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ไม่มากนักยังต้องระมัดระวังการใช้น้ำอย่างประหยัด และยังคงระบายน้ำต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการอุปโภค – บริโภค รักษาระบบนิเวศ และการเพาะปลูกข้าวนาปี

 

18 04 60 3

นายธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อน กฟผ. ว่า ณ วันที่ 2 เมษายน 2560 เวลา 24.00 น. มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ กฟผ. 37,237 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 61 ของความจุ มากกว่าปี 2559 ในช่วงเวลาเดียวกันร้อยละ 23 หรือ 8,683 ล้าน ลบ.ม. เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 14,191 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 37 ของความจุใช้การได้ ซึ่งแม้ว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ จะมีมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ไม่มากนักยังต้องระมัดระวังการใช้น้ำอย่างประหยัด โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนศรีนครินทร์ ยังคงมีปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุม

นายธนรัชต์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันเขื่อนต่างๆ อยู่ในช่วงของการระบายน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 โดยเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีแผนการระบายน้ำให้กับการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 - 30 เมษายน 2560 รวม 5,950 ล้าน ลบ.. ถึงปัจจุบันเขื่อนทั้งสี่แห่งมีการระบายน้ำมากกว่าแผนแล้วประมาณ 600 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรังมากกว่าแผนถึงสองเท่าตัว (แผน 2.67 ล้านไร่ ปลูกจริง 5.35 ล้านไร่) และปัญหาความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนโดยเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ระบายน้ำมากกว่าแผน  265 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ของกรมชลประทานระบายน้ำมากกว่าแผน 332 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้กรมชลประทานประเมินว่าจะมีการใช้น้ำมากกว่าแผนตลอดฤดูแล้งประมาณ 700 ล้าน ลบ..

เมื่อสิ้นสุดการระบายน้ำฤดูแล้ง ในวันที่ 30 เมษายน 2560 เขื่อนทั้ง 4 ยังมีความจำเป็นต้องระบายน้ำต่อเนื่องในช่วงต้นฤดูฝน เพื่อสนับสนุนการอุปโภค - บริโภค รักษาระบบนิเวศ และการเพาะปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ทันก่อนฤดูน้ำหลาก ส่วนพื้นที่ดอนจะเริ่มเพาะปลูกเมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝนโดยจะใช้น้ำฝนเป็นหลักเสริมด้วยน้ำท่าและน้ำชลประทาน