โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ห่วงใยทุกลมหายใจ เดินหน้าพัฒนาต้นแบบตรวจวัดและจำแนกแหล่งที่มาของ PM2.5

03 05 61 5

 

ฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเขตชุมชนขนาดใหญ่และพื้นที่อุตสาหกรรม หลายปีที่ผ่านมา ข้อมูลผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ในเขตภาคเหนือ รวมทั้ง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง มีฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐานอยู่บ่อยครั้ง สาเหตุสำคัญมาจากความแห้งแล้งตามฤดูกาล (ระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน ของทุกปี) ที่ทำให้เกิดไฟป่า รวมทั้งในช่วงเวลาดังกล่าว ชาวบ้านมักเผาเศษพืชเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับเกษตรกรรม หากปีใดฝนตกน้อยหรือไม่มีฝนมาช่วยชะล้าง ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นจะแขวนลอยอยู่ในอากาศเป็นเวลานาน และสะสมจนมีค่าสูงเกินมาตรฐาน

 

03 05 61 6

 

ที่ผ่านมา โรงไฟฟ้าแม่เมาะ มุ่งมั่นดำเนินการเชิงรุกเพื่อรับมือกับสถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการจัดมาตรการเฝ้าระวังป้องกันไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ จัดกิจกรรมรณรงค์งดเผาป่า สร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ชุมชน กำจัดวัชพืชที่ปกคลุม ทำแนวกันไฟป่า รับซื้อปุ๋ยหมักจากเศษพืชทางการเกษตรจากราษฎร รวมถึงการเตรียมพร้อมบุคลากรในการเข้าระงับเหตุ นอกจากนี้ ยังมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในชุมชน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย ถึง 19 สถานี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลคุณภาพอากาศ

เพื่อหาคำตอบให้ประชาชนและบางกลุ่มองค์กรที่ยังมีความกังวลใจต่อแหล่งกำเนิดหลักของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ แผนกสิ่งแวดล้อมโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จึงได้จัดจ้างคณะวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) เป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาระบบต้นแบบสำหรับตรวจวัดและจำแนก PM2.5 เพื่อแยกอนุภาคฝุ่นที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า และฝุ่นชนิดอื่น อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองภายในพื้นที่อำเภอแม่เมาะได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิผล ปัจจุบัน คณะที่ปรึกษาอยู่ในระหว่างการเก็บตัวอย่างฝุ่น โดยคาดว่าโครงการนี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2562

          หากโครงการนี้สำเร็จ นอกจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะจะได้อุปกรณ์ต้นแบบ สำหรับตรวจวัดและจำแนกฝุ่นแล้ว เราอาจได้อีกหนึ่งสถิติสำคัญ ที่จะใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับโรงไฟฟ้าอื่นๆ ของ กฟผ. เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงการอุดมการณ์ในการดำเนินภารกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ที่คำนึงถึงทุกลมหายใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนต่อไป