การนำเถ้าลอยลิกไนต์ไปใช้ประโยชน์

การนำเถ้าลอยลิกไนต์ไปใช้ประโยชน์

          การผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ใช้ถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะเป็นเชื้อเพลิง ประมาณวันละกว่า 40,000 ตัน การเผาไหม้ถ่านหินลิกไนต์จะได้เถ้าลิกไนต์ออกมาประมาณวันละ 10,000 ตัน ซึ่งในจำนวนนี้จะเป็นเถ้าลอยประมาณ 6,000 ตัน เถ้าลอยลิกไนต์มีคุณสมบัติเป็นสารปอซโซลาน ซึ่งสารนี้เป็นวัสดุที่มีซิลิกา หรือ ซิลิกา และอลูมินา เป็นองค์ประกอบหลัก โดยทั่วไปแล้วสารปอซโซลานจะไม่มีคุณสมบัติในการยึดประสาน แต่ถ้าสารปอซโซลานมีความละเอียดมากๆ และมีน้ำเพียงพอจะสามารถทำปฏิกิริยากับแคลเซียม โฮดรอกไซด์ที่อุณหภูมิปกติ ทำให้ได้สารประกอบที่มีคุณสมบัติยึดประสาน

          มาตรฐาน ASTM C618 "Specification for Fly ash and Raw or Calcined natural pozzolan for use as a mineral admixture in portland cement concrete" ได้จัดแยกประเภทของเถ้าลอยไว้ 2 ชนิด คือ Class F และ Class C

          Class F มีปริมาณ SiO2 + AI203 + Fe203 มากกว่า 70% โดยน้ำหนัก

          Class C มีปริมาณ SiO2+ AI203 + Fe203 ระหว่าง 50-70% โดยน้ำหนัก

          เนื่องจากถ่านหินเป็นวัสดุธรรมชาติย่อมมีเนื้อที่ไม่สม่ำเสมอ การที่เถ้าลอยจากแหล่งเดียวกันพบว่าเป็น Class C และ Class F เป็นเรื่องที่เป็นปกติ แม้ว่าจะเป็น Class C หรือ Class F ต่างก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะนำไปใช้ในงานคอนกรีตได้ทั้งสิ้นจากการที่ได้มีการควบคุมการผสมถ่านให้มีปริมาณ CaO และ SO3 ของถ่านหินให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา ทำให้เถ้าลอยลิกไนต์ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีองค์ประกอบทางเคมีอยู่ในเกณฑ์ของมาตรฐาน ASTM C618 เป็น Class C ลักษณะทั่วไปของเถ้าลอยลิกไนต์ เป็นรูปทรงกลม มีขนาดตั้งแต่เล็กกว่า 1 ไมโครเมตร (0.001 มิลลิเมตร) จนถึง 150 ไมโครเมตร (0.15 มิลลิเมตร) ความถ่วงจำเพาะอยู่ระหว่าง 2.00-2.60 ซึ่งมีความละเอียดมากกว่าปูนซีเมนต์ มีองค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญคือ ซิลิกา (SiO2) อลูมินา (AI203) และ เฟอร์ริกออกไซด์ (Fe203) อัตราส่วนของออกไซด์ทั้ง 3 ชนิดจะแปรเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ, สภาพแวดล้อมขณะเผา และชนิดของถ่านหินที่ใช้เผา

          นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา กฟผ. ได้นำเถ้าลอยลิกไนต์โรงไฟฟ้าแม่เมาะไปใช้ในงานเป็นวัสดุถมสำหรับงานก่อสร้าง และงานซ่อมแซมต่างๆ แทนวัสดุงานดินหลายประเภท เช่น งานก่อสร้างฐานราก และงานซ่อมแซมฐานรากสถานีไฟฟ้าแรงสูงแม่เมาะ งานก่อสร้างชั้นพื้นทางถนน งานดาดหล่อ และดาดไหล่คลองส่งน้ำกันรั่วซึม เป็นต้น ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ในปี 2537 กฟผ. ได้ประสบผลสำเร็จในการนำเถ้าลอยลิกไนต์โรงไฟฟ้าแม่เมาะไปใช้ในงานก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตบดอัด (RCC) ที่เขื่อนปากมูล และต่อมาได้ทดลองใช้กับงานคอนกรีตอีกหลายประเภทในโครงการก่อสร้างต่างๆ เช่น งานก่อสร้างถนนคอนกรีตบดอัด (RCCP), งานก่อสร้างด้วยคอนกรีตชนิดที่ไหลเข้าแบบได้ง่าย (SCC) และงานก่อสร้างคอนกรีตหลาด้วยคอนกรีตความร้อนต่ำ (LHC) รวมทั้งได้นำเถ้าลอยไปใช้ทดแทนซีเมนต์ในงานคอนกรีตทั่วไปด้วย

          นอกจากนั้น กฟผ. ได้นำเถ้าลอยไปทดลองทำผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปอื่นๆ เช่น คอนกรีตบล็อกก่อผนัง และ คอนกรีตตัวหนอนปูผิวสนามหรือทางเดินเท้าจากผลงานที่ผ่านมารวมถึงผลการวิจัยของ กฟผ. และ จากสถาบันการวิจัย สถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถชี้ให้เห็นได้ว่าการใช้เถ้าลอยลิกไนต์แม่เมาะผสมทดแทนปูนซีเมนต์ในอัตราที่พอเหมาะกับคอนกรีตที่ใช้งานตามความต้องการแต่ละประเภท ได้ช่วยทำให้อุตสาหกรรมการก่อสร้างได้ใช้คอนกรีตที่มีคุณภาพดีขึ้นกว่าคอนกรีตที่ไม่ได้ผสมเถ้าลอยลิกไนต์แม่เมาะ ทั้งด้านความแข็งแรง คงทนต่อการใช้งาน และการทำงานเทคอนกรีตได้สะดวกขึ้น อีกส่วนหนึ่งยังช่วยทำให้ราคาต้นทุนในการผลิตคอนกรีตต่ำลง จากการประหยัดปูนซีเมนต์ไปได้บางส่วน

          ผู้ที่ติดตามความก้าวหน้าในวงการก่อสร้างของประเทศที่ให้ความสนใจในการใช้คอนกรีตสมัยใหม่ ได้มีการใช้วัสดุใหม่ๆ มาใช้ผสมเพื่อเพิ่มคุณภาพคอนกรีตให้เหมาะกับการใช้งาน และสภาพแวดล้อม เถ้าลอยลิกไนต์แม่เมาะ เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการผลิตคอนกรีตสมัยใหม่ ซึ่งได้มีการกล่าวถึง และได้มีการรู้จักคุณสมบัติของเถ้าลอยลิกไนต์แม่เมาะมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ได้มีการใช้งานแล้ว จนเกิดความคุ้นเคย และให้การยอมรับที่จะนำเถ้าลอยฯ ไปผสมทดแทนปูนซีเมนต์ในงานคอนกรีตผสมเสร็จ และงานทำผลิตภัณฑ์คอนกรีตต่างๆ มากขึ้นอย่างต่อเนื่องในวงการก่อสร้างไทย ได้มีทางเลือกอีกทางหนึ่งในการผลิตคอนกรีตสมัยใหม่ เถ้าลอยสามารถหาได้โดยไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ต้องพึ่งพาวัสดุรวมถึงข้อกำหนดจากต่างประเทศ แต่มีคุณสมบัติที่สามารถใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งานตามความต้องการได้ โดยหลักการออกแบบส่วนผสมคอนกรีตสมัยใหม่จากการทดสอบพบว่า ผลวิเคราะห์เถ้าลอยลิกไนต์โรงไฟฟ้าแม่เมาะในด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อนำมาสกัดด้วยวิธีสกัดสาร (Leachate extraction procedure) และวิธีวิเคราะห์น้ำสกัด เพื่อตรวจสอบปริมาณโลหะหนักหรือวัสดุมีพิษในน้ำสกัด พบว่า ปริมาณโลหะหนักหรือวัสดุมีพิษในน้ำสกัดไม่เกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม จึงสามารถนำเถ้าลอยไปใช้ประโยชน์ได้

          ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า มีจำนวนทั้งหมด 7 หน่วย โดยมีกำลังการผลิต ดังนี้

  • โรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 8-13 กำลังผลิตไฟฟ้าหน่วยละ 300 เมกะวัตต์
  • โรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 1 กำลังผลิตไฟฟ้า 655 เมกะวัตต์

          จากกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้มีเถ้าลอย (Fly Ash) เป็นวัตถุพลอยได้เพื่อสนับสนุนให้เกิดการนำทรัพยากรของประเทศไปใช้อย่างคุ้มค่าให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ช่วยบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อม และช่วยอนุรักษ์พลังงานของประเทศในทางอ้อม โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้ดำเนินการปรับปรุงระบบการขนถ่ายเถ้าลอย ให้มีขีดความสามารถในการนำเถ้าลอยแม่เมาะไปใช้ประโยชน์ได้เพิ่มมากขึ้น โดยเถ้าลอยของโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีปริมาณ ดังนี้

  • โรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 8-13 มีปริมาณเถ้าลอย ประมาณหน่วยละ 720 ตันต่อวัน
  • โรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 1 มีปริมาณเถ้าลอย ประมาณหน่วยละ 1200 ตันต่อวัน

          ปัจจุบันมีขีดความสามารถขนถ่าย นำเถ้าลอยจากโรงไฟฟ้าบรรจุลงรถที่ใช้บรรทุกปูนผง โดยมีหัวจ่าย จำนวน 7 หน่วย และมีเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก ขนาดความยาว 18 เมตร จำนวน 2 ชุด สำหรับซื้อขาย

ขีดความสามารถขนถ่ายเถ้าลอยของโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่กำลังผลิตเต็มที่ต่อวัน
5,520 ตัน/วัน    

คุณภาพเถ้าลอยแม่เมาะ

          โรงไฟฟ้าแม่เมาะ มีการติดตามคุณภาพเถ้าลอย โดยจะมีการสุ่มตัวอย่างตามมาตรฐาน ASTM C-311 และทดสอบคุณสมบัติทางเคมี จำนวน 4 ตัวอย่างในรอบ 24 ชั่วโมง โดยควบคุมให้คุณสมบัติทางเคมีของเถ้าลอยที่ขนถ่ายนำไปใช้ประโยชน์ให้มีคุณสมบัติ ดังนี้

  • Sulfur Trioxide (SO3) สูงสุดไม่เกิน 5.0%
  • Free CaO สูงสุดไม่เกิน 4.0%

การนำไปใช้ประโยชน์

          ปัจจุบันเถ้าลอยนำมาใช้เป็นสารผสมในคอนกรีตผสมเสร็จสำหรับงานก่อสร้าง และเป็นวัตถุดิบเสริมปูนซีเมนต์ในการผลิตวัสดุก่อสร้าง เช่น กระเบื้องมุงหลังคา, เสาเข็ม, ท่อ, พื้นสำเร็จรูป เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนผสมหลักในการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตบดอัด (Rolling Compact Concrete, RCC)

          จากการศึกษาการนำเถ้าลอยลิกไนต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในหน่วยงานต่างๆ ของ กฟผ. เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ได้แก่

  1. การนำไปทำผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง
  2. งาน BACK FILL
  3. งาน GROUTING
  4. งานก่อสร้างถนน
  5. งานก่อสร้างเขื่อน
  6. งานก่อสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

1. การนำเถ้าลอยลิกไนต์มาทำผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง

          เป็นการนำมาทำเป็นซีเมนต์บล็อกก่อผนัง และซีเมนต์บล็อกปูพื้น กฟผ. ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาการนำเถ้าลอยลิกไนต์มาใช้ประโยชน์เป็นวัสดุก่อสร้าง จากผลของการศึกษาพบว่า สามารถนำเถ้าลอยลิกไนต์มาทดแทนซีเมนต์ได้ โดยใช้เถ้าลอยลิกไนต์ 85% และซีเมนต์ 15% รวมกันเป็น 1 ส่วน ใช้ทราย 2 ส่วน และหินฝุ่น 4 ส่วนโดยน้ำหนัก เพื่อทำผลิตภัณฑ์ซีเมนต์บล็อกก่อผนังขนาด 7 ซม. x 19 ซม. x 39 ซม. ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐาน มอก. 58-2533 สามารถรับแรงกดได้มากกว่า 2 Mpa. ( 1 Mpa. = 10 กิโลกรัม : ตารางเซนติเมตร) และในกรณีที่เป็นซีเมนต์บล็อกปูพื้นต้องใช้ส่วนผสมโดยมีเถ้าลอยลิกไนต์ 70% และมีซีเมนต์ 30% รวมกันเป็น 1 ส่วน ใช้ทราย 2 ส่วน รวมกับหินปูน และหินเกร็ดอย่างละ 2 ส่วน โดยน้ำหนัก นำไปผสมกันเพื่อทำซีเมนต์บล็อกปูพื้น ผลที่ได้จะเป็นไปตามมาตรฐาน มอก.827-2531 มีขนาด 6 ซม.x 11 ซม.x 22 ซม. สามารถทนแรงกดได้น้อยกว่า 400 กิโลกรัม : ตารางเซนติเมตร สำหรับราคาต้นทุนของซีเมนต์บล็อกก่อผนังประมาณ 1.73 บาท ส่วนซีเมนต์บล็อกปูพื้นต้นทุนประมาณ 1.39 บาท

2. การนำ FLY ASH ไปใช้งาน BACK FILL

          กฟผ. ได้นำเถ้าลอยลิกไนต์ผสมน้ำประมาณ 15-20% ทำการบดอัดชั้นละประมาณ 35 ซม. เพื่อแก้ไขปัญหาฐานรากทรุดของสถานีไฟฟ้าย่อยแม่เมาะ 3 นอกจากนี้ ยังนำเถ้าลอยลิกไนต์ผสมน้ำประมาณ 40-50% เทลงไปในบริเวณที่ทรุดตัวของดินระหว่างผนังดิน และผนังคอนกรีตของคลองส่งน้ำจากเขื่อนแม่ขาม

3. งาน GROUTING

          เหมืองแม่เมาะได้ใช้เถ้าลอยลิกไนต์ 1 ส่วน ผสมกับซีเมนต์ 1 ส่วน และผสมรวมกับน้ำและเบนทูไนท์ เพื่ออัดฉีดน้ำปูนเข้าไปตามรอยแยกต่างๆ ของผนังบ่อเหมือง เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศจากภายนอกเข้าไปทำปฏิกิริยาสันดาปกับถ่านลิกไนต์บางส่วนที่มีอยู่ ซึ่งจะก่อให้เกิดการลุกไหม้ติดไฟเกิดขึ้น

4. งานก่อสร้างถนน

          สำหรับงานก่อสร้างถนน ได้นำเถ้าลอยลิกไนต์มาใช้ทำชั้นรองพื้นทางของถนน โดยการผสมน้ำ 15-20% แล้วทำการบดอัด การทำถนนคอนกรีต RCCP (Roller Compacted Concrete Pavement) โดยใช้เถ้าลอยลิกไนต์และซีเมนต์เท่าๆ กันผสมกับทรายและหิน โดยใช้อัตราส่วนของน้ำต่อสารประสานประมาณ 0.30 พร้อมทั้งใส่ Water Reducing Agent ลงไปทำการผสมและนำไปเทลงบริเวณหน้างาน ทำการบดอัดเหมือนงานก่อสร้างทั่วไป นอกจากนี้ในงานถนนคอนกรีตเสริมเหล็กในส่วนที่เป็นสารประสาน จะใช้ซีเมนต์ประมาณ 65% และเถ้าลอยลิกไนต์ 35%

5. งานก่อสร้างเขื่อน

          ได้มีการนำเถ้าลอยลิกไนต์ไปใช้ในงานก่อสร้างเขื่อนหลายแห่ง เช่น งานก่อสร้างเขื่อนที่ปากมูล จะใช้ซีเมนต์ประมาณ 31% และเถ้าลอยลิกไนต์ประมาณ 69% ในส่วนที่เป็นสารประสาน ทำการผสมกับทราย และหินแล้วทำการบดอัดชั้นละประมาณ 35 ซม. ทำการบดอัด 6 เที่ยว เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบของเขื่อน ในงานก่อสร้างเขื่อนปากมูลนี้ ได้นำเถ้าลอยลิกไนต์จากแม่เมาะไปใช้ประมาณ 6,000 ตัน นอกจากนี้ ในงานก่อสร้างเขื่อนแม่ปิงตอนล่าง ก็ได้นำเถ้าลอยลิกไนต์ไปใช้ในงานก่อสร้างเขื่อนด้วย สาเหตุที่นำเถ้าลอยลิกไนต์มาใช้เป็นส่วนผสมในการก่อสร้างเขื่อนนี้ เนื่องจากต้องการลดปริมาณความร้อนคอนกรีต ซึ่งมีประมาณมากในระหว่างการก่อสร้าง และช่วยให้คอนกรีตมีการแข็งตัวช้าลง เพื่อจะได้มีเวลาทำงานมากขึ้น และที่สำคัญคือป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยากับสารบางอย่างที่มีอยู่ในทรายและหิน ซึ่งจะทำให้เกิดสารใหม่ขึ้น และเกิดการขยายตัวทำให้เขื่อนแตกร้าวได้

6. งานก่อสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

          กฟผ.แม่เมาะ ได้นำเถ้าลอยลิกไนต์ไปใช้ในงานคอนกรีตเสริมเหล็กหลายแห่ง เช่น งานคอนกรีตเสริมเหล็กของรางระบบสายไฟในโรงไฟฟ้า ถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งโดยหลักการแล้ว การนำเถ้าลอยลิกไนต์มาใช้ในงานคอนกรีตนั้นเพื่อให้คอนกรีตนั้นมี Work ability ดีขึ้น เพราะอนุภาคของเถ้าลอยลิกไนต์มีลักษณะเป็นทรงกลม ช่วยให้คอนกรีตไหลไปตามจุดต่างๆ ของโครงสร้างได้ดีกว่าคอนกรีตธรรมดา โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องสั่นสะเทือนเข้าช่วยนอกจากนี้ ยังมีการนำเถ้าลอยลิกไนต์ไปใช้เป็นสารช่วยเร่งการตกตะกอน โดยนำไปผสมกับกรด และขณะนี้กำลังทำการวิจัยเกี่ยวกับการนำเถ้าลอยลิกไนต์ไปใช้เป็นปุ๋ยในอนาคตอันใกล้นี้ กฟผ. กำลังจะลงทุนร่วมกับบริษัทเอกชนในการนำเถ้าลอยลิกไนต์มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในงานด้านต่างๆ โดยใช้งบลงทุนของโครงการประมาณ 170 ล้านบาทผลการศึกษาทางด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปรากฎว่าจากการทดลองในห้องทดสอบปริมาณสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนออกมามีปริมาณที่น้อยมากไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับมนุษย์และปริมาณรังสีของเถ้าลอยลิกไนต์ที่แม่เมาะก็มีค่าต่ำกว่าปริมาณรังสีของเถ้าลอยลิกไนต์จากแหล่งอื่นๆ ของโลก นอกจากนี้ ปริมาณรังสีที่วัดได้ก็อยู่ในระดับเดียวกับปริมาณรังสีที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อม (Background Radiation)

การจำหน่าย และส่งมอบเถ้าลอยโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

          การจำหน่าย และส่งมอบเถ้าลอยโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อยู่ในความรับผิดชอบของแผนกวัตถุพลอยได้ (หวพม-ฟ.) กองปฏิบัติการระบบลำเลียงเถ้าถ่านหินและยิปซัม (กปถม-ฟ.) และ กองธุรกิจวัตถุพลอยได้ (กธพ-ธ.) ซึ่งการจำหน่ายมีแบบเดียว คือ

  • การทำสัญญาระยะยาว โดยระบุจำนวน และระยะเวลา เรียกชำระเงินเป็นงวด เดือนละ 1 งวด

ซึ่งสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

  • แผนกวัตถุพลอยได้ (หวพม-ฟ.)

กองปฏิบัติการระบบลำเลียงเถ้าถ่านหินและยิปซัม (กปถม-ฟ.), ฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ (อฟม.)

โรงไฟฟ้าแม่เมาะ 800 หมู่ 6 ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง 52220

โทรศัพท์ (054) 25-2270, 25-2279, 25-2271

โทรสาร (054) 25-2278

  • แผนกการขายและบริหารสัญญาธุรกิจวัตถุพลอยได้ (หขบพ-ธ.)
    กองธุรกิจวัตถุพลอยได้ (กธพ-ธ.),
    ฝ่ายจัดการธุรกิจ (อกธ.)

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ชั้น 12 อาคาร ท.103 เลขที่ 53 หมู่ 2 ถนนจรัญสนิทวงศ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130

โทรศัพท์ (02) 436-67441, 436-67448
โทรสาร (02) 436-67494

          สำหรับสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย หรือผู้สนใจ ที่ต้องการนำเถ้าลอยจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อใช้ในงานศึกษาวิจัย โรงไฟฟ้าแม่เมาะยินดีให้การสนับสนุนโดยทำจดหมายแจ้งความจำนงถึง ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ หรือ ติดต่อสอบถามโดยตรงตามสถานที่ข้างต้น

ยิปซั่มจากเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

ยิปซั่มจากเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

 

ยิปซั่ม (Gypsum) หมายถึง แร่สารที่มีแคลเซียมซัลเฟตไดไฮเดรตไม่น้อยกว่า 70% มี 2 ชนิดคือ

    1. ยิปซั่มธรรมชาติ
    2. ยิปซั่มสังเคราะห์

ยิปซั่มของโรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นยิปซั่มสังเคราะห์ ซึ่งเกิดจากการทำปฏิกริยาเคมีระหว่างหินปูน, ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์, อากาศ และน้ำ ในเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ดังสมการเคมี

 

CaCO3 + SO2 + 1/2O2 + 2H2 O ------------------> CaSO4 .2H2O + CO2

ชั้นคุณภาพของยิปซัมกำหนดโดย มอก. ดังนี้

 

 

รายการ คุณลักษณะ เกรด
1 2 3 4
1 % ยิปซั่ม (CaSO4 .2H2O ) ไม่น้อยกว่า 95 90 80 70
2 % ซิลิคอนไดออกไซด์และสารที่ไม่ละลายอื่นๆไม่เกิน 1.0 3.0 - -
3 % แมกนีเซียมออกไซด์ (MgO) ไม่เกิน 0.3 0.3 - -
4 % อัลคาไลที่ละลายน้ำได้ ไม่เกิน 0.2 0.2 - -
5 % คลอไรด์ไม่เกิน 0.2 0.2 - -

 

 

คุณภาพของยิปซั่มที่ได้จากเครื่องดักก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะี้

 

รายการ คุณลักษณะ เกรด
1 2 3 4
1 % ยิปซั่ม (CaSO4 .2H2O ) ไม่น้อยกว่า 95 90 80 70
2 % ซิลิคอนไดออกไซด์และสารที่ไม่ละลายอื่นๆไม่เกิน 1.0 3.0 - -
3 % แมกนีเซียมออกไซด์ (MgO) ไม่เกิน 0.3 0.3 - -
4 % อัลคาไลที่ละลายน้ำได้ ไม่เกิน 0.2 0.2 - -
5 % คลอไรด์ไม่เกิน 0.2 0.2 -

-

 

 

 

ประโยชน์ของยิปซั่ม

          1. ทำเป็นปูนพลาสเตอร์ ใช้งานปั้นทางศิลปะ
          2. ทำเป็นแบบพิมพ์ (Mold) ในงานเซรามิค
          3. ทำแผ่นยิปซั่ม (Gypsum Board)
          4. ทำผนังห้องกันความร้อนและดูดซับเสียง (ทำให้เสียงไม่ก้อง)
          5. ทำ Gypsum Block
          6. เป็นตัวประสานรอยแยกได้ดี
          7. เป็นส่วนผสมในปูนซีเมนต์ เพื่อเป็นสารหน่วง
          8. ปูนยิปซั่มสำหรับการก่อสร้าง เช่น ปูนฉาบเรียบ
          9. ใช้ปรับสภาพดินทางการเกษตร



สำหรับผลการศึกษาของกองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร ยิปซั่มสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ดังนี้

        1. ใช้ลดปริมาณอะลูมินัมและความเป็นกรดของดินได้เช่นเดียวกับปูนขาว โดยไม่ทำให้เนื้อดินเปลี่ยนสภาพ
        2. ใช้รักษาคุณสมบัติของดิน เพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจ เช่น กระเทียม, ถั่วเหลือง, ผักกาดหัวและมะเขือยาว ทำให้กระเทียมมีอายุการเก็บไว้ใช้งานนานขึ้น