» โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้รับรางวัล การบริหารสู่ความเป็นเลิศ (TQC)
  » ข้อกำหนดการเข้าเยี่ยมชมงาน กฟผ.แม่เมาะ
การจัดทำเอกสารขอเข้าเยี่ยมชมงานฯ มีรายละเอียดดังนี้
  1. เรียน ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2
  2. ชื่อหน่วยงาน หรือชื่อสถาบันการศึกษา / สาขาวิชา
  3. กำหนดวัน เวลา (เช่น เวลา 09.00-12.00 น.,13.00-16.00 น.) และจำนวนคนขอเยี่ยมชมงานฯ
  4. วัตถุประสงค์ที่ขอเข้าเยี่ยมชมงานฯ
  5. ลักษณะงานที่สนใจเข้าเยี่ยมชมงานฯ
  6. ชื่อ - นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์/โทรสาร/E-mail ของผู้ประสานงาน




 การส่งเอกสารขอเข้าเยี่ยมชมงานฯ   

  1. ส่งทาง E-mail
  2. ส่งทางโทรสาร (Fax.)0 5425 2731
  3. ส่งทางไปรษณีย์ ที่อยู่ 800 หมู่ที่6 ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง 52220
 สอบถามและประสานงานรายละเอียดล่วงหน้าก่อนได้ที่ 

แผนกประชาสัมพันธ์โรงไฟฟ้าแม่เมาะ
โทร. 0 5425 2738, 0 5425 3862
โทรสาร(Fax.) 0 5425 2731
E-Mail :
อ่านข่าว ::      ...หน้าที่แล้ว    หน้าต่อไป...
  บมจ.กฟผ. พร้อมแล้ว สำหรับการสัมมนาวิชาการด้านพลังงานถ่านหินสะอาด

บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกระทรวงพลังงาน เป็นเจ้าภาพจัดสัมมนาวิชาการด้านพลังงานถ่านหินสะอาด กลุ่มสมาชิกเขตเศรษฐกิจ APEC (APEC Clean Fossil Energy Technical and Policy Seminar) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ 2549 ณ โรงแรมเวียงลคอร จ.ลำปาง เป็นการสัมมนาทางวิชาการเพื่อนำเสนอนโยบายพลังงานสะอาด ในกลุ่มสมาชิกเขตเศรษฐกิจของ APEC ด้านพลังงาน จำนวน 21 ประเทศ จัดโดยคณะผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานฟอสซิลสะอาด (Expert Group on Fossil Energy : EGCFE) ซึ่งเป็นคณะทำงานย่อยในคณะทำงานด้านพลังงานเอเปค (APEC Energy Working Group : EWG) เพื่อรายงานการค้นคว้าวิจัยด้าน Clean Coal Technology และรายงานสถานการณ์ด้านนโยบาย การพัฒนา และการใช้ถ่านหินของแต่ละเขตเศรษฐกิจใน APEC

นายสหาย รักเหย้า รองผู้จัดการใหญ่เชื้อเพลิง (รผช.) กล่าวว่า “การประชุม APEC จะหมุนเวียนกันไปในกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจ จำนวน 21 ประเทศ ซึ่งครั้งนี้เป็นการประชุมถ่านหินโลก ครั้งที่ 13 จุดประสงค์เพื่อต้องการนำเสนอความก้าวหน้าทางวิทยาการและความเกี่ยวเนื่องด้านการใช้ถ่านหินโดยมีประเทศหลักได้แก่ สหรัฐอเมริกา กับ ญี่ปุ่น จะต่างกับงาน Coaltrans Thailand ในครั้งที่แล้วซึ่งมุ่งไปทางธุรกิจการค้าถ่านหิน ส่วนครั้งนี้จะเป็นการนำเอาถ่านหินมาใช้ให้เกิด ผลดีที่สุดต่อมนุษย์ชาติ คือ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ถ่านหิน

การประชุมในครั้งนี้จะแบ่งเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ Coal Policy Seminar ซึ่งจะมีบุคคลชั้นนำและมีชื่อเสียงจาก ประเทศต่างๆ ขึ้นมากล่าวถึงนโยบายของแต่ละประเทศ และ Coal Technical Seminar จะเป็นการนำเสนอนวัตกรรมหรือ สิ่งประดิษฐ์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่นจะนำเสนอกระบวนการนำถ่านหินมาทำให้เป็นแก๊สเพื่อใช้ในการผลิต ไฟฟ้า ช่วยลดมลพิษทางอากาศได้โดยไม่ต้องติดตั้งเครื่องดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หลังจากนั้นจะพาผู้เข้าร่วมประชุม ดูงานที่เหมืองและโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อให้เห็นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

การประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญเพราะ สังคมมองว่าถ่านหินเป็นพลังงานสกปรก แต่บัดนี้มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นแล้ว โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ มานำเสนอให้ได้รับทราบ จากนั้น บมจ.กฟผ. ก็จะนำมาขยายผลต่อ เพื่อให้การนำถ่านหินมาใช้เกิดผลดีต่อประเทศชาติ โดยการจัดสัมมนาครั้งนี้ชาวลำปางร่วมเป็นเจ้าภาพ.

แหล่งข่าว : แผนกประชาสัมพันธ์
  “กลุ่มรวมพลังพัฒนา FGD” เตรียมนำเสนอผลงาน ชิงรางวัล “Junior QC Prize” 10 ม.ค. นี้

จากการที่กลุ่มรวมพลังพัฒนา FGD จากฝ่ายการผลิต โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในงานวันคุณภาพ กฟผ. ประจำปี 2548 เมื่อ เดือนพฤศจิกายน 2548 ที่ผ่านมา และได้สิทธิเป็นตัวแทน กฟผ. เข้าร่วมนำเสนอผลงาน ในงาน Thailand Quality Prize 2006 ซึ่งจัดโดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) (สสท.) โดยจะนำเสนอผลงานเพื่อขอรับรางวัลในประเภท Junior QC Prize นั้น

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดในขณะนี้ปรากฏว่า กลุ่มรวมพลังพัฒนาFGD ได้ผ่านขั้นตอนของการพิจารณาตรวจเอกสารจากคณะกรรมการไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 และจะเริ่มทำการนำเสนอผลงานจริงซึ่งถือเป็นการแข่งขันรอบแรกในวันอังคารที่ 10 มกราคม 2549 ที่สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) เวลาประมาณ 16.15-16.45 น.โดยการนำเสนอผลงานในรอบนี้มีกลุ่ม QCC จากบริษัทเอกชนต่างๆ เข้าร่วมการนำเสนอผลงานรวมทั้งสิ้น 32 บริษัท และจะทำการประกาศผลในวันที่ 12 มกราคม 2549

โดยหากกลุ่มรวมพลังพัฒนา FGD สามารถผ่านการคัดเลือกในรอบนี้ ในรอบต่อไปจะเป็นการตรวจสถานที่ปฏิบัติงานจริงโดยคณะกรรมการจาก สสท. ประมาณวันที่ 16-30 มกราคม 2549 และถ้าสามารถผ่านการคัดเลือกรอบนี้ไปได้อีกจะได้นำเสนอผลงานรอบสุดท้ายเพื่อรับรางวัล Junior QC Prize ในระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคมต่อไป

อย่างไรก็ตามสำหรับการประกวดผลงานกลุ่ม QCC ใน Thailand Quality Prize 2006 ครั้งนี้ได้แบ่ง การแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท คือ QC Prize และ Junior QC Prize โดยในส่วนของรางวัล QC Prize นั้น ได้กำหนดคุณสมบัติสำหรับกลุ่ม QCC ที่ทำกิจกรรมมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เรื่อง ซึ่งสำหรับในส่วนนี้มีตัวแทนจาก บมจ.กฟผ. เข้าร่วม 2 กลุ่มคือ กลุ่ม QCC 2000 จากฝ่ายปฏิบัติการภาคใต้ ในประเภทงานผลิต และ กลุ่มศูนย์ลำภูรา ในประเภทงานบริการจากฝ่ายปฏิบัติการภาคใต้เช่นเดียวกัน โดยทั้ง 2 กลุ่มจะนำเสนอผลงานในวันที่ 10 มกราคมนี้เช่นเดียวกัน ส่วนการประกวดในประเภท Junior QC Prize จะเป็นกลุ่ม QCC ที่เริ่มทำผลงานมาแล้วไม่ถึง 5 เรื่อง

แหล่งข่าว : แผนกประชาสัมพันธ์
  บมจ.กฟผ. แม่เมาะ พร้อมจัดงานวันเด็ก ‘49 คาด! มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 8 พันคน

นายกีรติ ธีรภาพกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายธุรการและการเงิน โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการ จัดงาน วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2549 บมจ.กฟผ. แม่เมาะ เปิดเผยว่า จากการจัดงานวันเด็กในปีที่ผ่านมา ณ สวนพฤกษชาติ เหมืองแม่เมาะ มีผู้ปกครองนำบุตรหลานเข้าร่วมกิจกรรมภายในงานเป็นจำนวนมาก โดยจากการจัดงานในปี 2548 มีจำนวนผู้เข้าร่วมงานประมาณ 8,000 คน ซึ่งคาดว่าในปีนี้คงจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่าเดิม ดังนั้นในปีนี้คณะกรรมการฯ จึงเลือก ที่จะใช้บริเวณสวนพฤกษชาติเหมืองแม่เมาะเป็นสถานที่จัดงานวันเด็กอีกครั้ง เนื่องจากเป็นที่รู้จักของผู้ปกครองและบุคคลภายนอกทั่วไป นอกจากนี้ยังมีบริเวณกว้างขวาง และมีทิวทัศน์ที่สวยงาม โดยกำหนดจัดงานในวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2549 ตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00-16.00 น.

สำหรับกิจกรรมภายในงานปีนี้ จะยังคงรูปแบบการสร้างความสนุกสนานควบคู่ไปกับการให้ความรู้ในกิจกรรมต่างๆ ดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น การแจกของขวัญที่มีการจัดเตรียมไว้เป็นจำนวนมากสำหรับเด็กที่เข้าร่วมงานทุกคน หรือ การละเล่นต่างๆ ที่มีอยู่รอบบริเวณงาน ส่วนด้านกิจกรรมบนเวทีก็จะยังคงความสนุกสนานเหมือนเดิม อาทิ การตอบปัญหา ชิงรางวัล หรือ กิจกรรมการแสดงจากโรงเรียนในอำเภอแม่เมาะ นอกจากนี้ชมรมใน กฟผ. แม่เมาะ อาทิ ชมรมเครื่องบินเล็ก ชมรมคนรักนก ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ จะมีการสาธิตกิจกรรมต่างๆ ของชมรมให้แก่เยาวชนที่เข้าร่วมงานครั้งนี้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชมรมถ่ายภาพที่เตรียมบริการถ่ายภาพครอบครัวให้แก่ ผู้เข้าร่วมงานไว้ถึง 900 ภาพ พร้อมพิมพ์ลงในกระดาษอัดภาพเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก โดยไม่มีการคิดค่าใช้จ่าย

ส่วนกิจกรรมพิเศษที่ถือว่ามีขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ คือการเปิดพิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา (เหมือง แม่เมาะ) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้แก่ผู้ผู้ปกครองและบุตรหลานที่มาร่วมงานได้เข้าชมเป็นปีแรก ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์จะมีการจัดแสดงให้ความรู้เกี่ยวกับถ่านหินในรูปแบบของการ์ตูนอนิเมชั่น 3 มิติ รวมทั้งการดำเนินกิจการด้านต่างๆของ บมจ.กฟผ. แม่เมาะ ก่อนที่จะมีพิธีเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2549

“อยากเชิญชวนท่านผู้ปกครองทุกท่านที่กำลังตัดสินใจจะพาบุตรหลานไปเที่ยวงานวันเด็ก ที่จะถึงนี้ว่า บมจ.กฟผ. แม่เมาะ จะเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง เพราะในปีนี้นอกจากกิจกรรมที่จัดเตรียมไว้อย่างมากมายแล้ว ยังมีทั้งขนมและเครื่องดื่มที่เตรียมไว้สำหรับแจกจ่ายให้แก่เยาวชนที่เข้ามาร่วมงาน โดยเฉพาะทางด้านความปลอดภัยที่จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลในกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดกับบุตรหลานของท่านด้วย” ประธานจัดงานฯ กล่าวในที่สุด.

แหล่งข่าว : แผนกประชาสัมพันธ์
  “บมจ.กฟผ.” ร่วมลงนามซื้อขายเถ้าลอยลิกไนต์ กับ “ซีแพค” กำหนดเวลา 5 ปี รวมมูลค่า 750 ล้านบาท

ในวันที่ 9 มกราคม 2549 นายไพบูลย์ เทพมงคล รองผู้จัดการใหญ่โรงไฟฟ้า บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) จะร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายเถ้าลอยลิกไนต์ (LIGNITE FLY ASH) กับ นายอรรณพ เตกะจรินทร์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้างจำกัด (ซีแพค) โดยมี นายเกียรติสาร เอกะพันธุ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ โรงไฟฟ้า 2 บมจ.กฟผ. และ นายภิญโญ หาญศีลวัต ผู้อำนวยการกิจการวัตถุดิบ บริษัทซีแพค ร่วมลงนาม เป็นสักขีพยาน ณ สำนักงานใหญ่ บมจ.กฟผ. บางกรวย จ.นนทบุรี

นายเกียรติสาร เอกะพันธุ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่โรงไฟฟ้า 2 กล่าวว่า การลงนามร่วมกันในสัญญาครั้งนี้ มีอายุสัญญา 5 ปี รวมมูลค่าสัญญาทั้งสิ้นประมาณ 750 ล้านบาท โดยบริษัทซีแพค จะได้สิทธิในการซื้อเถ้าลอยลิกไนต์จำนวนร้อยละ 50 จากที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะผลิตได้ทั้งหมด ตลอดระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2549-2553 ซึ่งจะทำให้บริษัทซีแพคเป็นผู้รับซื้อเถ้าลอยจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะรายใหญ่ที่สุด จากจำนวนผู้รับซื้อที่มีอยู่ในปัจจุบัน 28 บริษัท

“แต่เดิมนั้นโรงไฟฟ้าแม่เมาะได้เริ่มจำหน่ายเถ้าลอย ที่เป็นผลพลอยได้จากการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินลิกไนต์ให้แก่เอกชนที่สนใจมาตั้งแต่ปี 2541 ซึ่ง บริษัทซีแพค ก็เป็นผู้หนึ่งที่ให้ความสนใจ และได้เซ็นสัญญาซื้อขายเถ้าลอยกับ กฟผ. มาตั้งแต่ช่วงนั้น โดยมีกำหนดระยะเวลาเริ่มแรก 10 ปี มูลค่าสัญญารวมประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งจนถึงขณะนี้ บริษัทซีแพค ได้นำเถ้าลอยจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะไปใช้แล้วกว่า 4 ล้านตัน และการลงนามร่วมกันในสัญญาครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการทำสัญญาเพื่อเปลี่ยนแปลงชื่อในคู่สัญญาจากการที่ กฟผ. ได้จดทะเบียนเป็น บริษัทจำกัดแล้ว ยังเป็นการทำสัญญาใหม่เพื่อเพิ่มสิทธิทั้งช่วงเวลาและปริมาณการรับซื้อให้แก่บริษัทซีแพค ไปจนถึงปี 2553” นายเกียรติสาร กล่าว

สำหรับในปัจจุบันโรงไฟฟ้าแม่เมาะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ บมจ.กฟผ. จากการจำหน่ายเถ้าลอยลิกไนต์ ซึ่งเป็นของเหลือใช้ในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึงปีละประมาณ 260 ล้านบาท โดยการต่อสัญญาใหม่ในครั้งนี้ของ บริษัทซีแพค นอกจากจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับใน คุณภาพของเถ้าลอยที่ได้จากการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะจากบริษัทคอนกรีตชั้นนำของประเทศ.

แหล่งข่าว : แผนกประชาสัมพันธ์
  สนทนาเรื่องการกระจายพลังงาน ในรายการเจาะเรื่องเมืองไทย

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นายสหาย รักเหย้า รองผู้จัดการใหญ่เชื้อเพลิง (รผช.) ได้ร่วมสนทนาในรายการ เจาะเรื่องเมืองไทย เรื่องการกระจายแหล่งพลังงาน ทาง สทท.11 ซึ่งเป็นรายการที่ได้นำเสนอปัญหาเกี่ยวกับการใช้พลังงานแต่ละชนิดว่ามีความจำเป็น และประเทศไทยจะต้องสร้างการกระจายความเสี่ยงของการใช้เชื้อเพลิง เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบการผลิต จึงมีความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทำ โดยมีผู้ร่วมสนทนา คือ นายชาย ชีวะเกตุ ที่ปรึกษากลุ่มวิจัยระบบพลังงานสะอาด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ ดร.มนูญ อร่ามรัตน์ เลขาธิการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งมี คุณสวินยา นุ่นพันธุ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายสหาย รักเหย้า รผช. กล่าวในรายการว่า “การผลิตกระแสไฟฟ้าในปัจจุบัน ใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ 70% ห่านหิน 15% พลังน้ำ 6% น้ำมันเตา 6% และพลังงานทดแทนอื่นๆ อีกประมาณ 3% เพราะเชื่อเพลิง แต่ละชนิดมีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณที่นำมาใช้และกำลังจะหมดไป ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแม่เมาะใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมีต้นทุนต่ำ และได้ติดตั้งเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์ (Flue Gas Desulfurization : FGD) ให้อยู่ใน มาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ ส่วนแผนพัฒนาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าของประเทศในอีก 15 ปี จะเพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหินเพื่อลดการใช้ก๊าซธรรมชาติลง และยังมีการวิจัยและพัฒนาคิดค้นแหล่งพลังงานทดแทนด้านอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าแทนพลังงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน”

นายชาย ชีวะเกตุ กล่าวว่า “แหล่งพลังงานหมุนเวียนเป็นหัวใจสำคัญ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ยังมีต้นทุน ที่สูงกว่าพลังงานชนิดอื่น 3-4 เท่า ถ้านำไปใช้ในสถานที่ห่างไกลก็คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์แต่ไม่คุ้มค่าทางการเงิน และไม่มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิง สำหรับพลังงานลมในประเทศไทยมีความเร็วลมไม่มาก จึงไม่สามารถนำมาใช้ได้ เหมือนกับต่างประเทศ”

ดร.มนูญ อร่ามรัตน์ กล่าวถึงพลังงานนิวเคลียร์ว่า “ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นเชื้อเพลิง ในการผลิตไฟฟ้า จำนวน 442 โรงไฟฟ้า จาก 20 ประเทศ มีอายุการใช้งาน 40 ปี มีต้นทุนในการก่อสร้างสูงกว่า โรงไฟฟ้าชนิดอื่น แต่เชื้อเพลิงมีราคาถูกกว่า ส่วนปัญหาคือกากของนิวเคลียร์ที่จะต้องทำความเข้าใจแก่ประชาชน ระหว่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับระเบิดนิวเคลียร์จะแตกต่างกันเพราะความเข้มข้นที่แตกต่างกัน โอกาสที่จะเกิดการระเบิดจึงมีน้อยมาก”

ผู้ร่วมสนทนามีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ เชื้อเพลิงแต่ละชนิดมีข้อจำกัด แต่ควรนำมาใช้ในระบบผสมผสานโดยการกระจายแหล่งพลังงานเพื่อกระจายความเสี่ยงทำให้เกิดความมั่นคงในระบบไฟฟ้าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์ต้องให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง.

แหล่งข่าว : แผนกประชาสัมพันธ์
อ่านข่าว ::      ...หน้าที่แล้ว    หน้าต่อไป...