» โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้รับรางวัล การบริหารสู่ความเป็นเลิศ (TQC)
  » ข้อกำหนดการเข้าเยี่ยมชมงาน กฟผ.แม่เมาะ
การจัดทำเอกสารขอเข้าเยี่ยมชมงานฯ มีรายละเอียดดังนี้
  1. เรียน ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2
  2. ชื่อหน่วยงาน หรือชื่อสถาบันการศึกษา / สาขาวิชา
  3. กำหนดวัน เวลา (เช่น เวลา 09.00-12.00 น.,13.00-16.00 น.) และจำนวนคนขอเยี่ยมชมงานฯ
  4. วัตถุประสงค์ที่ขอเข้าเยี่ยมชมงานฯ
  5. ลักษณะงานที่สนใจเข้าเยี่ยมชมงานฯ
  6. ชื่อ - นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์/โทรสาร/E-mail ของผู้ประสานงาน




 การส่งเอกสารขอเข้าเยี่ยมชมงานฯ   

  1. ส่งทาง E-mail
  2. ส่งทางโทรสาร (Fax.)0 5425 2731
  3. ส่งทางไปรษณีย์ ที่อยู่ 800 หมู่ที่6 ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง 52220
 สอบถามและประสานงานรายละเอียดล่วงหน้าก่อนได้ที่ 

แผนกประชาสัมพันธ์โรงไฟฟ้าแม่เมาะ
โทร. 0 5425 2738, 0 5425 3862
โทรสาร(Fax.) 0 5425 2731
E-Mail :
อ่านข่าว ::      ...หน้าที่แล้ว    หน้าต่อไป...
  บมจ.กฟผ. สนพ. และ จ.ลำปาง จัดสัมมนาระดับโลก APEC “พลังงานถ่านหินสะอาด”

กลุ่มประเทศสมาชิกเขตเศรษฐกิจ APEC 21 ประเทศ เข้าร่วมสัมมนาวิชาการ “พลังงานถ่านหินสะอาด” (APEC Clean Fossil Energy Technical and Policy Seminar) เพื่อความร่วมมือด้านการค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด แลกเปลี่ยนความรู้เพื่อแสวงหาแนวทางในการพัฒนาและการใช้ถ่านหินของกลุ่มประเทศสมาชิก

วันนี้ 23 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา 09.00 น. นายไพจิตร เทียนไพฑูรย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดการสัมมนาวิชาการ “พลังงานถ่านหินสะอาด” ของ 21 ประเทศสมาชิกเขตเศรษฐกิจ APEC ณ ห้องจันผา โรงแรมเวียงลคอร จังหวัดลำปาง โดยมี นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายอมรทัต นิรัติศยกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นายไกรสีห์ กรรณสูต กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) (บมจ.กฟผ.) ให้การต้อนรับ

นายไกรสีห์ กรรณสูต กรรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กฟผ. กล่าวว่า การจัดสัมมนา “พลังงานถ่านหินสะอาด” ครั้งนี้ กระทรวงพลังงาน บมจ.กฟผ. และจังหวัดลำปางร่วมเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2549 โดยมี กลุ่มประเทศสมาชิกเขตเศรษฐกิจ APEC จำนวน 21 ประเทศ คือ ประเทศออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน ฮ่องกง ไต้หวัน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา เวียดนามและประเทศไทยเข้าร่วมสัมมนา เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาการใช้ถ่านหินสู่การเป็นพลังงานที่ยั่งยืนในอนาคต รวมทั้งแสดง ให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถควบคุมให้การนำถ่านหินมาผลิตกระแสไฟฟ้าไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และได้รับการยอมรับในระดับสากล ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดลำปางด้วย

สำหรับประเทศไทยนั้นถือว่าถ่านหินเป็นทรัพยากรพลังงานที่สำคัญและมีจำนวนมาก สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงการใช้ เชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าและลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง ปัจจุบันประเทศไทยใช้ถ่านหินในการผลิตกระแส ไฟฟ้าเพียงร้อยละ 15 ใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมประมาณร้อยละ 70 หากสามารถนำถ่านหินมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น ก็จะช่วยรักษาเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น มีต้นทุนต่ำ ส่งผลต่อราคาค่าไฟฟ้าด้วย

การสัมมนาวิชาการ “พลังงานถ่านหินสะอาด” (APEC Clean Fossil Energy Technical and Policy Seminar) เป็นการสัมมนาเชิงวิชาการและนโยบายพลังงานสะอาดในกลุ่มประเทศสมาชิกเขตเศรษฐกิจ APEC ด้านพลังงาน โดยผู้เชี่ยวชาญพลังงานฟอสซิลสะอาด (Expert Groupon Fossil Energy : EGCFE) ซึ่งเป็นคณะทำงานย่อยในด้านพลังงาน APEC Energy Working Group – EWG โดยปกติจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพในกลุ่มสมาชิก ซึ่งจัดมาแล้วจำนวน 12 ครั้ง ครั้งที่ผ่านมาจัดขึ้นที่ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนมกราคม 2548 และครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 13

สำหรับรูปแบบของการสัมมนาจะแบ่งออกเป็น 3 วัน คือ ในวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ เป็นการสัมมนาในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การใช้ประโยชน์จากพลังงานถ่านหิน และพลังงานสะอาดจากฟอสซิลประเภทอื่นๆ ส่วนในวันสุดท้าย ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการสัมมนาจะเป็นการนำผู้เข้าร่วมสัมมนาเยี่ยมชมการดำเนินงานโรงไฟฟ้าและเหมืองแม่เมาะของ บมจ. กฟผ. ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินผลิตกระแสไฟฟ้าและมีการควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามหลักมาตรฐานสากล.

แหล่งข่าว : แผนกประชาสัมพันธ์
  “โครงการหนึ่งตำบล หนึ่ง ฟาร์ม ตัวอย่าง” เกษตรกรก้าวหน้า ชุมชนเข้มแข็ง ราชการสนับสนุน บมจ.กฟผ. แม่เมาะ ส่งเสริม

การทำเกษตรที่ผ่านมาหลายพื้นที่มักทำจะไม่คำนึงถึงผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เช่นมีการใช้สารเคมีทำให้ดิน มีสภาพเสื่อมโทรมหรือสภาพดินตาย ยิ่งปลูกยิ่งต้องเพิ่มอัตราการใช้ปุ๋ยและสารเคมีมากขึ้นทำให้สภาพแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนที่บริโภคพืชผักเหล่านั้นได้รับผลกระทบไปด้วย นอกจากนั้นยังประสบปัญหาด้านการขาดความรู้เนื่องจากยังยึดติดกับการเกษตรแบบเก่าไม่มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเพาะปลูก และพืชที่เพาะปลูก ให้ผลผลิตที่น้อย ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด การทำเกษตรยุคใหม่จึงเป็นการทำแบบเกษตรอินทรีย์เป็น ทางเลือกหนึ่ง จากแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานในโอกาสต่างๆ เกี่ยวกับการเกษตรทฤษฎีใหม่

ชุมชนแม่เมาะได้จัดทำโครงการแปลงสาธิต “หนึ่งตำบล หนึ่งฟาร์มตัวอย่าง” โดยมีสำนักงานส่งเสริม การเกษตร สมาคมพัฒนาประชากร (PDA) ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอแม่เมาะ สำนักงานพัฒนาชุมชน อำเภอแม่เมาะ เกษตรอำเภอแม่เมาะ กรมการปกครอง สนับสนุนทางด้านวิชาการและให้คำปรึกษาแก่เกษตรกร โดยนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในพื้นที่ เช่นการปรับปรุงดิน การใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนสารเคมี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ มากกว่า ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งจัดให้มีการวางแผนการผลิตเชื่อมโยงกับการตลาดและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยจำหน่ายผลิตผลที่ได้จากฟาร์มเป็นรายได้ของสมาชิก เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้การเกษตรแบบครบวงจร

นายบุญทัน นุชนิยม กำนันตำบลแม่เมาะผู้เริ่มโครงการและผู้ประสานงานโครงการในชุมชนกล่าวว่า “ก่อนหน้านั้นเกษตรกรปลูกผักสวนครัวอยู่แล้วโดยทำแปลงผักบุกรุกพื้นที่รอบบ่อน้ำธารณะในหมู่บ้าน เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกมีไม่เพียงพอ จึงได้ออกสำรวจพบพื้นที่ว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ที่มีอยู่ในชุมชนบริเวณบ้านพักอาศัยที่ บมจ.กฟผ. แม่เมาะจัดสรรให้แก่ราษฎร พื้นที่ดังกล่าวมีวัชพืชปกคลุมหนาแน่นในช่วงหน้าแล้งจะเกิดไฟป่า ควันไฟเถ้าถ่าน ฟุ้งกระจายเข้าไปรบกวนชุมชนที่พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียงหลังจากวัชพืชถูกไฟป่าเผาจนหมดก็มองเห็นพื้นที่เป็น ที่โล่งจึงมีความคิดที่จะย้ายมาทำกินในที่แห่งนี้ เพราะมีแหล่งน้ำอยู่ในบริเวณดังกล่าว ชาวบ้าน สามารถปลูกผักได้ทั้งปี จะได้ผลตอบแทนกลุ่มมากกว่าเก่า จึงขออนุญาตใช้พื้นที่จากโครงการพัฒนาพื้นที่และชุมชน บมจ. กฟผ. แม่เมาะ ซึ่งเป็นผู้ดูแลอยู่ จำนวน 60ไร่ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี”

ในการดำเนินการครั้งแรก ชาวบ้านสมัครเป็นสมาชิกมีผู้เข้าร่วมโครงการ 34 ราย โดยกลุ่มจัดแปลงเป็น 35 แปลงขนาดความกว้าง 15 เมตร ยาว 20 เมตร ปลูกผักหลายชนิดเช่น คะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปี ผักชี ตังโอ๋ ผักกาดขาว ขึ้นฉ่าย บล็อกเคอร์ลี่ ผู้เข้าร่วมโครงการเสียค่าบำรุงกิจกรรม โดยการซื้อหุ้นในราคาหุ้นละ100บาท และสามารถซื้อได้คนละ10หุ้น เมื่อจำหน่ายผลผลิตได้ การดำเนินการต่อมาในรุ่นที่ 2 กลุ่มเริ่มการเลี้ยงหมูหลุมหรือสุกรแบบเกษตรธรรมชาติโดยสมาคมพัฒนาประชากร (PDA) สนับสนุนทุนในการจัดสร้างโรงเรือน และขอยืมทุนจาก กรมส่งเสริมการเกษตร 150,000 บาท ศูนย์การเรียนรู้ 30,000 บาท มาเป็นทุนในการจัดหาเมล็ดพันธ์และดำเนิน กิจการภายในกลุ่มอีกหนึ่งส่วน

ในการดำเนินกิจการต่อมากลุ่มเกษตรมีลักษณะที่ต่างจากเดิมคือ ไม่เน้นแต่ผลประโยชน์ทางผลผลิตเพียง อย่างเดียวแต่เน้นให้สมาชิกมีส่วนร่วม โดยผู้เป็นสมาชิกต้องลงมาทำกิจการอย่างจริงจัง นอกจากนั้นยังมีการ ตั้งกรรมการเพื่อบริหารและ จัดการเลี้ยง “หมูหลุม” ที่มีสมาชิกเพิ่มเป็น 25 ราย และจัดการแปลงปลูกผักอย่าง เป็นระบบ รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำให้มีพอเพียงกับการเกษตร และหาตลาดรองรับผลผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นทุนในการดำเนินกิจการภายในอนาคตและรายได้ของกลุ่มสมาชิก

กลไกในการขับเคลื่อนโครงการที่สำคัญคือผู้นำกลุ่มที่มีแนวคิดในเชิงก้าวหน้าที่จะพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สามารถให้ประชาชนเข้ามาเลือกซื้อผักสดปลอดสารพิษในแหล่งผลิตไปบริโภคด้วยตัวเอง และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวิชาการในชุมชนเพื่อเป็นแบบอย่างของการร่วมมือร่วมแรง อีกทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสามารถในการส่งเสริมอาชีพ สามารถพัฒนาการเกษตรให้ยั่งยืนด้วยขีดความสามารถในการจัดกระบวนการ แลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อพัฒนาระบบการเกษตรแบบใหม่ให้ก้าวไกล

ฉะนั้นการจัดให้โครงการฯนี้เป็นสถานที่ศึกษาดูงาน จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะถ่ายทอดประสบการณ์และหลัก วิชาการจากผู้นำชุมชนให้สมาชิกได้รับรู้ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่ได้รับจากการลงมือปฏิบัติจริงของชุมชน ให้ปรากฏสู่สายตาของบุคคลภายนอก

“หนึ่งตำบล หนึ่งฟาร์มตัวอย่าง” จึงนับเป็นแนวทางหนึ่งที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านเกิดการเรียนรู้และลงมือ ปฏิบัติจริง โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของกลุ่มองค์กรต่างๆ พร้อมด้วยความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาและพลังของชุมชน อันจะก่อให้เกิดความเข้มแข็ง และพลังในการแก้ปัญหา เพื่อนำไปสู่ความเป็นอยู่แบบพอเพียง วิถีชีวิตที่เรียบง่าย สงบร่มเย็น โดยเป็นการประสานแนวคิดระหว่างนักวิชาการและภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมได้อย่างกลมกลืน.

แหล่งข่าว : แผนกประชาสัมพันธ์
  เทคโนโลยีพลังงานสะอาด อีกแนวทางเลือกหนึ่งในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลก

การใช้พลังงาน การบริโภค และการเดินทาง การผลิตทั้งภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ได้ส่งผลกระทบ ต่อการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศน์ โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เข้าสู่บรรยากาศ เป็นเหตุให้มีการสะสมของก๊าซเหล่านี้เพิ่มขึ้น จนเกิดภาวะเรือนกระจกที่มีการเก็บความร้อนที่ผิวโลก เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ส่งผลทำให้เกิดภาวะการเปลี่ยนแปลงต่อสภาวะอากาศและอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น

ในปี ค.ศ. 1997 ได้มีการจัดประชุมระดับโลกที่ประเทศบราซิล ได้มีการตกลงร่วมกันที่จะลดอัตรา จากการ เปลี่ยนแปลงภาวะอากาศ ด้วยการจัดทำอนุสัญญาเกียวโต โดยมีผลบังคับตั้งแต่ กลางเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2005 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ได้กำหนดที่จะให้ประเทศอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 เพื่อหลีกเลี้ยงภาวะวิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศทั่วโลก

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานสายอนุรักษ์แสดงทัศนะว่า การที่จะดำเนินการให้ส่งผลในทางปฏิบัติ ตามอนุสัญญา เกียวโตให้ได้นั้น จะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการ ลด ละ เลิก การบริโภคเชื้อเพลิงจากฟอสซิล (น้ำมัน, ก๊าซ, ถ่านหิน) และหันมาใช้พลังงานทางเลือก (พลังงานลม, แสงแดด หรือพลังงานจากชีวมวล) แทน ดังจะเห็นได้จากประเทศต่างๆ ในยุโรป อาทิ เยอรมัน อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เริ่มให้ความสนใจกับพลังงานลม มากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเดนมาร์ก สามารถผลิตพลังงานจากลมได้มากกว่า 3,000 เมกะวัตต์ หรือราวร้อยละ 20 ของปริมาณความต้องการบริโภคภายในประเทศ ทวีปยุโรปถือเป็นผู้นำการใช้พลังงานลมของโลก โดยมีกำลังผลิตร่วม 35,000 เมกะวัตต์ ในขณะที่ในเอเชีย ญี่ปุ่นได้ขึ้นชื่อว่าผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ในอดีตแผงเซลล์สุริยะมีราคา แพงมาก แม้ว่าในปัจจุบันราคาจะถูกขึ้น แต่ก็ยังถือว่าแพงอยู่ดี สำหรับประเทศไทย แม้จะเริ่มมีการผลิตภายในประเทศแล้ว แต่วัสดุอุปกรณ์หลายอย่างยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากจะผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนปกติ ราคาไฟฟ้าจะออกมา 18 บาทต่อหน่วย ขณะที่ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้า นครหลวงประมาณ 2.50 บาทต่อหน่วย เท่านั้น

จะเห็นว่าเทคโนโลยีแสงอาทิตย์ยังมีข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลทำให้ต้นทุนยังสูงอยู่ ในขณะเดียวกันพลังงานลมในบ้านเรามีข้อจำกัด ในเรื่องขนาดของพื้นที่ และสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้เนื่องจากพลังงานลมในประเทศไทย ไม่สม่ำเสมอ มีความเร็วของลมไม่สูงเหมือนในต่างประเทศ จึงมีความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจต่ำ ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดต่างๆ ทำให้เกิดการกังขาว่า พลังงานหมุนเวียนจะเข้ามาทดแทน พลังงานสายหลัก (mainstream) อย่างเช่น น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ได้หรือไม่

ดร.ภิญโญ มีชำนะ นักวิชาการ สถาบันวิจัยพลังงานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงทัศนะว่า พลังงานจากฟอสซิล ยังจะมีบทบาทในฐานะพลังงานหลักของโลกต่อไป ดร.ภิญโญ แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า การจะยับยั้งการเพิ่มของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ โดยแสวงหาพลังงานทางเลือกเพื่อมาทดแทนพลังงานจากฟอสซิลด้านเดียวไม่พอ ทั้งนี้เนื่องจากในขณะนี้โลกมีการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลถึงร้อยละ 85 ดังนั้น จะต้องคำนึงถึงวิธีการใช้เชื้อเพลิงจาก ฟอสซิลให้สะอาดขึ้นด้วย ด้วยการหาวิธีการใช้ พลังงานจากฟอสซิล โดยทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยที่สุด หรือใช้พลังงานโดยไม่มีคาร์บอนไดออกไซด์เลย ซึ่งในขณะนี้มีการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเกิดขึ้นมากมาย ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาสามารถลดปัญหา คาร์บอนไดออกไซด์ โดยเพิ่มประสิทธิภาพของตัวโรงไฟฟ้า หรือโดยการนำคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดมาแล้ว อัดกลับลงไปในหลุมน้ำมัน และหลุมก๊าซธรรมชาติ แม้ในขณะนี้เทคโนโลยี พลังงานสะอาด อาจจะยังไม่คุ้มทุน แต่เชื่อได้แน่ว่า ในอนาคตหากมีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ปัญหาเรื่องต้นทุนน่าจะลดลงไป

ดร.ภิญโญ กล่าวโดยรวมว่า การให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือก เป็นสิ่งที่ควรติดตามและให้การส่งเสริม เป็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกัน ต้องไม่ละเลยเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ตลอดจนการมีมาตราการอย่างเข้มงวดในการตรวจตรา โรงงานและโรงไฟฟ้าต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพในด้านการผลิต โดยส่งผลกระทบต่อบรรยากาศน้อยที่สุด หรือไม่ส่งผลกระทบเลย

สำหรับประเทศไทย นับเป็นโอกาสที่ดีที่กระทรวงพลังงานและบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ได้รับเป็นเจ้าภาพ “การสัมมนาวิชาการด้านพลังงานถ่านหินสะอาดกลุ่มสมาชิกเขตเศรษฐกิจ APEC” ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 นี้ การสัมมนาดังกล่าว จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความรู้ และประสบการณ์ในรูปแบบของ งานวิจัย การบริหาร และเทคโนโลยีในกลุ่มสมาชิกเอเปค 21 ประเทศ อันจะนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยี ถ่านหินสะอาดต่อไป.

ณัฐกฤต ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา

แหล่งข่าว : แผนกประชาสัมพันธ์
  21 ประเทศ สมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปค ร่วมสัมมนา “พลังงานถ่านหินสะอาด”

วันนี้ ( 10 กุมภาพันธ์ 2549 ) นายอมรทัต นิรัติศยกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วย นายสหาย รักเหย้า รองผู้จัดการใหญ่เชื้อเพลิง บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนจังหวัดลำปาง เกี่ยวกับการจัดสัมมนาวิชาการด้านพลังงานถ่านหินสะอาด กลุ่มสมาชิกเขตเศรษฐกิจ APEC ที่จะมีขึ้นในวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2549 ณ โรงแรมเวียงลคอร จังหวัดลำปาง

นายสหาย รักเหย้า รองผู้จัดการใหญ่เชื้อเพลิง บมจ.กฟผ. ในฐานะประธานจัดการประชุม “APEC Clean Fossil Energy Technical and Policy Seminar” กล่าวว่า การจัดประชุม ที่จะมีขึ้นใน วันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2549 ที่จะถึงนี้ กลุ่มสมาชิกเขตเศรษฐกิจ APEC ได้เห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยกระทรวงพลังงาน (สนพ.) ร่วมกับ บมจ.กฟผ. และจังหวัดลำปาง เป็นผู้จัดประชุม ณ โรงแรมเวียงลคอร จังหวัดลำปาง ในนามของประเทศไทย โดยมีผู้แทนด้านพลังงานจากสมาชิกเขตเศรษฐกิจ APEC จำนวน 21 ประเทศ ประกอบไปด้วย ประเทศออสเตรเลีย, บรูไน, แคนนาดา, ชิลี, จีน, ฮ่องกง, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, สาธารณรัฐเกาหลี, มาเลเซีย, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, ปาปัวนิกินี, เปรู, ฟิลิปปินส์, รัสเซีย, สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา, เวียดนาม และประเทศไทย เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้

โดยมีวัตถุประสงค์การจัดประชุมเพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่า ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดชนิดหนึ่ง และสามารถนำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ โดยสามารถควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้ประเทศต่างๆ ในกลุ่มสมาชิก APEC และประชาชนทั่วไปได้ทราบว่าโรงไฟฟ้าแม่เมาะและเหมืองแม่เมาะมีการนำ Clean Coal Technology มาใช้อย่างได้ผล นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้จังหวัดลำปางอีกด้วย

 

 

สำหรับการประชุม APEC Clean Fossil Energy Technical and Policy Seminar จัดเป็นการสัมมนาเชิงวิชาการ และนโยบายพลังงานสะอาดในกลุ่มเศรษฐกิจของ APEC ด้านพลังงาน โดยผู้เชี่ยวชาญพลังงานฟอสซิลสะอาด (Expert Group on Fossil Energy : EGCFE) ซึ่งเป็นคณะทำงานย่อยในด้านพลังงาน APEC Energy Working Group-EWG โดยปกติจะมีการหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพในประเทศกลุ่มสมาชิก และมีการจัดมาแล้วทั้งหมด 12 ครั้ง ซึ่งครั้งที่ผ่านมาจัดขึ้นที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนมกราคมปี 2548 ส่วนการจัดที่ประเทศไทยในครั้งนี้จะ เป็นครั้งที่ 13

ส่วนรูปแบบของการจัดสัมมนาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 วันด้วยกัน โดยในวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นสองวันแรกของการสัมมนาจะมีหัวข้อเกี่ยวกับ เทคโนโลยี การใช้ประโยชน์ พลังงานสะอาดจากถ่านหินและ พลังงานสะอาดจากฟอสซิลประเภทอื่นๆ ส่วนในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่สาม จะเป็นการนำคณะผู้เข้าร่วมการสัมมนาเยี่ยมชมการดำเนินงานของ บมจ.กฟผ.แม่เมาะ ที่เป็นแหล่งผลิตพลังงานถ่านหินสะอาด ด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน.

แหล่งข่าว : แผนกประชาสัมพันธ์
  ใช้เทคโนโลยีจัดการถ่านหิน เพื่อผลิตพลังงานสะอาด

เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด คือ กลุ่มเทคโนโลยีในการนำถ่านหินมาใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยให้มีผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมเป็นที่ยอมรับได้ โดยที่ยังคงประสิทธิภาพและประหยัด เทคโนโลยีดังกล่าว แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ เทคโนโลยีก่อนการเผาไหม้, ในระหว่างการเผาไหม้, และเทคโนโลยีหลังการเผาไหม้ หากแต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โลกได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขึ้นสู่บรรยากาศจนเป็นเหตุให้ เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของโลกอย่างรวดเร็วจนเป็นเหตุทำให้ มนุษย์เริ่มแสวงหาแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ขึ้นสู่บรรยากาศ ซึ่งในแนวทางหลักๆ สามารถกระทำได้ 3 วิธี คือ หนึ่ง พยายามพัฒนาพลังงานทดแทน อาทิพลังงานจากแสงแดด, พลังงานลม, พลังงานจากชีวมวล เพื่อทดแทนพลังงานจากฟอสซิล ประการที่สอง พัฒนาเทคโนโลยี พลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ขึ้นสู่บรรยากาศ และประการสุดท้าย ต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน

นับเป็นโอกาสดี ที่ประเทศไทยโดยกระทรวงพลังงาน และ บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ได้รับเป็นเจ้าภาพ “การสัมมนาวิชาการด้านพลังงานถ่านหินสะอาดกลุ่มสมาชิกเขตเศรษฐกิจ APEC” ในระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ นี้ ณ โรงแรมเวียงลคอร จังหวัดลำปาง หัวข้อสัมมนาที่น่าจับตามองเห็นจะได้แก่ การนำเสนอกระบวนการนำถ่านหินมาทำให้เป็นก๊าซเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า พร้อมทั้งช่วยลดมลพิษทางอากาศได้ซึ่งจะเป็นการนำเสนอโดย ตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

หากจะกล่าวถึง เทคโนโลยีที่ใช้ ไฮโดรคาร์บอนฯ ให้สะอาดขึ้น หรือหาวิธีการทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนฯ น้อยที่สุด หรือแม้กระทั่งใช้โดยไม่มีก๊าซคาร์บอนฯ เลยนั้น นับได้ว่ามีการพัฒนากันมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ทั้งนี้ ได้มีบริษัท พลังงานและบริษัทสารเคมีทั่วโลก ได้พัฒนากระบวนการสกัดก๊าซคาร์บอนฯ ออกจากก๊าซธรรมชาติ โดยใช้ไอน้ำ แยกโมเลกุลของก๊าซมีเทน ให้กลายเป็นน้ำและคาร์บอนฯ โดยนำไฮโดรเจนที่เป็นผลพลอยได้ ไปใช้ในอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันนักวิจัยด้านพลังงาน ได้ทดลองหาวิธีดักจับ ก๊าซคาร์บอน และเก็บกักเอาไว้ในสถานที่ต่างๆ ที่คิดว่าปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ตามเหมืองร้าง, บ่อน้ำมันร้าง หรืออัดกลับลงไปยังหลุมน้ำมันและก๊าซที่ขุดออกมา ซึ่งก๊าซเหล่านี้ไม่สามารถกลับขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศ และสร้างปัญหาให้กับสภาวะโลกได้ ต่อมาได้ดัดแปลงเทคโนโลยีให้สามารถนำไปใช้กับถ่านหินด้วย ทั้งนี้ด้วยตระหนักว่าถ่านหินยังเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่แหล่งสำรองอีกมาก

การสกัดคาร์บอน ออกจากถ่านหิน แม้จะเป็นวิธีการเก่าแก่ที่มีมานานแล้ว แต่ก็เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมาก นั่นคือการเปลี่ยนถ่านหินให้เป็นก๊าซ แทนที่จะนำมาเผาดังเช่นที่เป็นอยู่ตามโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ ถ่านหินจะถูกนำมา สกัดก่อนกลายเป็นก๊าซสังเคราะห์ มีลักษณะเช่นเดียวกับก๊าซหุงต้มทั่วไปที่ใช้จุดตะเกียงเมื่อศตวรรษที่แล้ว เพื่อให้กระบวนการสมบูรณ์ ก๊าซสังเคราะห์จะถูกสกัด ก๊าซซัลเฟอร์ และสารปนเปื้อนออก ภายใต้แรงดันและความร้อนที่ สูงมาก ซึ่งจะแยกโมเลกุลของไฮโดรเจน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลวออกจากกัน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลาที่ได้จะถูกนำไปจัดเก็บต่อไป ปัจจุบันเทคโนโลยี การสกัดก๊าซคาร์บอน มีอยู่แล้ว เทคโนโลยีการเปลี่ยนถ่านหินเป็นก๊าซ มีการนำมาประยุกต์ใช้งานนานแล้ว และบริษัทผลิตโรงไฟฟ้าหลายแห่งได้สร้างและพัฒนาโรงไฟฟ้าที่สามารถรวมระบบ Gasification และการผลิตไว้ด้วยกัน กระบวนการดังกล่าวรู้จักในชื่อของ Intergrated Gastification Gombined Cycle หรือ IGCC ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนสถานะ ถ่านหินสะอาดเป็นก๊าซ และนำไปใช้กับโรงไฟฟ้า พลังความร้อนร่วมกังหันก๊าซ โดยก๊าซเชื้อเพลิงนี้ จะผ่านขั้นตอนทำให้สะอาดขึ้น ก่อนนำไปเผาไหม้ผ่านเครื่อง กังหันก๊าซเพื่อหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เทคโนโลยีดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสารปนเปื้อนอื่นๆ ขึ้นสู่บรรยากาศได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ หากแต่ราคาค่าก่อสร้างจะสูงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วๆ ไป ประมาณ 30-50 เปอร์เซ็นต์ โดยสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่คิดริเริ่มทำโรงไฟฟ้า แบบ IGCC ทั้งนี้บริษัท GE ได้ซื้อเทคโนโลยี Gasifier มาจากบริษัท Shell-Texaco และเริ่มพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้า แห่งแรกในปี ค.ศ. 1978 หรือประมาณ 25 ปีมาแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเชื่อว่า เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาจนใช้งานได้รวมทั้งได้มีการออกกฎระเบียบ เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเสียบนชั้นบรรยากาศ ทำให้การดักจับก๊าซคาร์บอน เป็นเรื่องจำเป็น เมื่อนั้นโรงบไฟฟ้าแบบ IGCC จะเป็นที่แพร่หลายและง่ายต่อการใช้งานขึ้น

“ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปลี่ยนทัศนคติ ทางด้านการใช้พลังงานเสียใหม่ คือ อย่าไปคิดว่าพลังงานจากฟอสซิล จะเป็นพลังงานที่สกปรกเสมอไป ในปัจจุบันเราสามารถผลิตพลังงานที่สะอาดจากฟอสซิลได้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น โรงไฟฟ้า IGCC ในประเทศอิตาลี ได้เปลี่ยนน้ำมันเตาปริมาณ 16 ล้านตัน ให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า 550 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งได้ก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดอีกหลายตัน เพื่อนำไปใช้เป็นเซลเชื้อเพลิง สำหรับขับเคลื่อน รถยนต์”

ความตอนหนึ่งจาก นายเจน นำชัยศิริ รองประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ณัฐกฤต ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา

แหล่งข่าว : แผนกประชาสัมพันธ์
อ่านข่าว ::      ...หน้าที่แล้ว    หน้าต่อไป...