ใกล้เข้ามาแล้ว กับการตัดสินของศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลข ดำ ที่ 459/2548 หมายเลขแดงที่ 1203/2550 ซากฟอสซิลหอยขม อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง บทความนี้ขอย้อนรอยเรื่องราวของเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นมากกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ให้ผู้อ่านได้รับทราบและทำความเข้าใจก่อนที่จะมีการตัดสินของศาลปกครองสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง 

การขุดพบซากฟอสซิล

กฟผ. เมื่อเดือนมิถุนายน 2546 ได้ขุดพบซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ ในพื้นที่การทำเหมืองประทานบัตรเลขที่ 24349/15341 และได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่และหยุดการทำเหมืองในพื้นที่ดังกล่าวโดยพลัน เพื่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจตรวจสอบและพิจารณากำหนดแนวทางในการดำเนินการกับซากฟอสซิลฯ ดังกล่าว

23769978 10212531705702577 105029027 o


มติคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 1

คณะรัฐมนตรี เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2547 มีมติเห็นชอบให้อนุรักษ์พื้นที่ 43 ไร่

- ให้กระทรวงอุตสาหกรรม กันพื้นที่ 43 ไร่ ออกจากแปลงประทานบัตร

- ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศพื้นที่สำรวจทดลองศึกษาวิจัย ตามมาตรา 16 ทวิ แห่ง พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2510

- ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศพื้นที่เป็นเขตอนุรักษ์ซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยงของจังหวัดลำปาง และดำเนินการให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรณีวิทยาหรือ อุทยานธรณีวิทยา (Geopark) ตามหลักเกณฑ์ ยูเนสโก

 

มติคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 2

          คณะรัฐมนตรี เมื่อ 29 มิถุนายน 2547 เห็นชอบให้รองนายกฯ รับเรื่องเสนอแนะไปศึกษาและตรวจสอบในรายละเอียดร่วมกับกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้รายงาน ครม. ทราบ

          ศาสตราจารย์ ดร.อดุล วิเชียรเจริญในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสัญญาคุ้มครองมรดกโลกพร้อมคณะ เมื่อ 19 กรกฎาคม 2547 ได้เยี่ยมชมและตรวจสอบพื้นที่ ให้ความเห็นโดยสรุปว่า ฟอสซิลหอยที่เหมืองแม่เมาะไม่เข้ามาตรฐานการเป็นมรดกโลก และ (Geopark)  ไม่มีคุณค่าที่มากเพียงพอในระดับสากล กล่าวคือ ไม่มีคุณค่าโดดเด่นในระดับสากล ไม่มีความหลากหลาย ไม่เป็น Index Fossil ที่แสดงให้เห็นภาพของสิ่งมีชีวิตในดึกดำบรรพ์และขั้นตอนของการมีชีวิต เป็นต้น

กฟผ. และกรมทรัพยากรธรณี เมื่อวันที่ 15 – 16 ธันวาคม 2547 ร่วมกันสำรวจรายละเอียดพื้นที่ที่พบซากหอยขมดึกดำบรรพ์เสนอพื้นที่อนุรักษ์จำนวนรวมประมาณ 52 ไร่ (มีพื้นที่ฟอสซิล 18 ไร่) ซึ่งมีจุดเด่นของพื้นที่ คือ

                   - พบชั้นหอยฯ รูปทรงแบบเลนส์หนา 10 เมตร ซึ่งเป็นชั้นหอยขมน้ำจืดที่หนาที่สุดในโลก

- ไม่กระทบแผนการทำเหมือง

- มีลำดับชั้นหินและความหลากลายทางชีวภาพโบราณ ขนาดพื้นที่เพียงพอที่จะพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ได้ในอนาคต

- มีทางออกสู่สาธารณะ

- แยกส่วนชัดระหว่างพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่การทำเหมือง

          คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 รับทราบแนวทางการศึกษาดังกล่าว

**หลังจากนั้น กฟผ.โดยเอกชนที่เป็นคู่สัญญาในการเปิดหน้าดิน จึงได้เข้าดำเนินการในพื้นที่บริเวณที่พบซากฟอสซิลหอย ก่อนที่ต่อมาจะมีกระแสคัดค้าน ทำให้ต่อมา คณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ำและแร่ จึงได้เข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้วยการขอให้ชะลอการขุดได้เพียง 15 วัน ระหว่างวันที่ 2-16 มีนาคม 2548 เท่านั้น**

การฟ้องคดี

แกนนำชาวบ้านและพวกรวม 18 คน เมื่อ 7 เมษายน 2548 ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลปกครองกลาง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ครม.) เปลี่ยนแปลงพื้นที่อนุรักษ์ฟอสซิลหอย จาก 43 ไร่ เป็น 52 ไร่ (ประกอบด้วยพื้นที่ฟอสซิล 18 ไร่ พื้นที่ต่อเนื่อง 34 ไร่) เป็นการกำหนดพื้นที่อนุรักษ์ลดน้อยลง ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อซากฟอสซิลหอย ขัดต่อเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์

กฟผ. ทำลายซากฟอสซิลหอยเสียหาย 25 ไร่ โดยมิได้แจ้งหน่วยงานราชการ (กพร. กรมศิลปากร, สผ.) ที่เกี่ยวข้องทราบตามกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเป็นผลสืบเนื่องจากการออกคำสั่งที่ไม่ชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 การละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงที่ 4

ขอศาลเพิกถอนประทานบัตรในบริเวณพื้นที่พบซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์ทั้ง 43 ไร่ และให้ระงับการทำเหมืองบริเวณแหล่งฟอสซิล

DSC 4713 696x462

 

คำพิพากษาศาลปกครองกลาง

1. ให้เพิกถอนมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 47 (ครั้งที่ 2)

2. ให้ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม เพิกถอนประทานบัตรเลขที่ 24349/15341 ในส่วนที่เป็นพื้นที่แหล่งซากฟอสซิลหอยเนื้อที่ 43 ไร่ ภายใน 30 วัน

3. ให้ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม และ กพร. ควบคุมสั่งการให้ กฟผ. ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขแนบท้ายประทานบัตรเลขที่ 24349/15341 โดยจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมกรณีแหล่งซากฟอสซิลหอยเพิ่มเติม เพื่อขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการโดยให้ กฟผ. ดำเนินการจัดทำสิ่งป้องกันมิให้เกิดการพังทลายของซากฟอสซิลอันเกิดจากการทำเหมืองและภัยธรรมชาติ

4. ให้ ครม. สั่งการให้กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนแหล่งซากฟอสซิลหอยเป็นเขตโบราณสถานภายใน 180 วัน

 

 

อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 โดยสรุป

มติ ครม. ครั้งที่ 2 เป็นมติที่ชอบ  และใช้ดุลพินิจภายในขอบเขตของกฎหมาย  แสดงให้เห็นถึง ความประสงค์ของรัฐที่จะให้การคุ้มครองถึงสิทธิของประชาชนอันพึงได้รับ และในขณะเดียวกันยังสามารถนำทรัพยากรถ่านหินมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าสนองตอบต่อความต้องการของประเทศได้

การจัดทำสิ่งป้องกันมิให้เกิดการพังทลายจากภัยธรรมชาติ  ยากที่มนุษย์จะป้องกันได้ จึงเป็นการกำหนดมาตรการที่ป้องกันไม่ได้อย่างแน่แท้

กรมศิลปากรเห็นว่า “โบราณวัตถุ” ไม่ครอบคลุมถึงซากฟอสซิล ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 8) สรุปว่าซากฟอสซิลเป็นโบราณวัตถุ  จากความเห็นที่แตกต่างกัน ไม่ปรากฎการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ

 

 

ข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบัน

1. กฟผ. เวนคืนประทานบัตรเลขที่ 24349/15341 แล้ว

2. พ.ร.บ. คุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับแล้ว

3. กฟผ. ทำการศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับโครงการเหมืองแร่ลิกไนต์ในปัจจุบัน ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นชอบรายงานฯ ดังกล่าว เมื่อ 13 สิงหาคม 2557

4. ในปัจจุบัน แหล่งซากฟอสซิลฯ ไม่อยู่ในพื้นที่โครงการ กฟผ. เหมืองแม่เมาะ